วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.ไฟเขียวร่างพ.ร.บ.ธปท. เพิ่มอำนาจกองทุนฟื้นฟู

ครม.ไฟเขียวร่างพ.ร.บ.ธปท. เพิ่มอำนาจกองทุนฟื้นฟู ให้ความช่วยเหลือแบงก์ที่ประสบปัญหา พร้อมให้อำนาจกองทุนฯ เรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงิน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเมื่อวันที่7ธ.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่..) พ.ศ...ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

สาระสำคัญเป็นการกำหนดกลไกการพิจารณาให้ความช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบวิกฤติทางการเงินอันอาจจะกระทบต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจและระบบการเงินและเพิ่มอำนาจหน้าที่ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินตามแผน แนวทาง และวิธีการที่ ครม.อนุมัติ

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้รายงานว่าตามกฎหมายมาตรา19แห่ง พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่4) 2551กำหนดให้อำนาจของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนฟื้นฟูฯ) ในการให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงิน กรณีที่สถาบันการเงินประสบภาวะวิกฤติทางการเงินอันอาจกระทบต่อเสถียรภาพการเงินของประเทศ

หวังรองรับความเสี่ยงอนาคต

อย่างไรก็ตามการดำเนินการของกองทุนในลักษณะดังกล่าวมีเพียงกองทุนในส่วนที่เป็นกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) หรือกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งปัจจุบันมีการดำเนินการในส่วน FIDF1 และ 3 เท่านั้นยังขาดกลไกในการเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตที่อาจเกิดกับสถาบันการเงินที่ชัดเจนสำหรับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ดังนั้นจึงเห็นควรให้มีการเพิ่มอำนาจหน้าที่ของกองทุนฟื้นฟูฯในการแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินตามแผน แนวทาง และวิธีการที่ ครม.อนุมัติ เช่น ให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันการเงินโดยมีหรือไม่มีหลักประกัน ซื้อหรือเข้าถือหุ้นในสถาบันการเงิน จัดตั้งบริษัทเพื่อขอรับใบอนุญาตเป็นสถาบันการเงินเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการรับโอนกิจการทั้งหมด หรือบางส่วนของสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาไว้เป็นการชั่วคราวก่อนจำหน่ายออกไป (Bridge Bank) แปลงหนี้เป็นทุนโดยการทำการตกลงกับเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินหรือวิธีการอื่นใด (Ball-in) เป็นต้น

เปิดทางกองทุนฯกู้เงิน

ทั้งนี้ในการดำเนินการ ธปท.อาจให้กองทุนฟื้นฟูฯ กู้ยืมเงินหรือรัฐบาลอาจค้ำประกันการกู้ยืมต่อของกองทุนฟื้นฟูฯก็ได้ และกำหนดการชดเชยภาระของกองทุนฟื้นฟูฯโดยให้กองทุนฟื้นฟูฯมีอำนาจเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินที่เหลืออยู่ในระบบตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการจัดการกองทุนของกองทุนฟื้นฟูฯกำหนดตามความเห็นของ ครม. โดยหากเรียกเก็บเงินจำนวนดังกล่าวไม่พอในการใช้แก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจสถาบันการเงินหรือมีกรณีที่อาจกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รัฐบาลอาจชดเชยภาระกองทุนฟื้นฟูฯในการให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินทั้งหมดหรือบางส่วน

“การแก้ไขกฎหมายในส่วนนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อสถาบันการเงินของไทย เนื่องจากหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวจัดเป็นInternational Practiceอย่างหนึ่งที่กำหนดให้มีการวางระบบการดูแลเมื่อเกิดวิกฤต และมีผลต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating) ในเรื่องของความมั่นคงของสถาบันการเงิน ซึ่งจะมีผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและจะมีผลต่อต้นทุนทางการเงินสำหรับการดำเนินการธุรกิจต่างๆของประเทศ ทั้งนี้การให้ความช่วยเหลือดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นสถาบันการเงินที่ประสบปัญหาสภาพคล่องตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทยแต่อย่างไร”พล.ท.สรรเสริญกล่าว

ธปท.ชี้มีเครื่องมือดูแลครบถ้วน

นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า การแก้ไข พ.ร.บ. ธปท. ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีกลไกดูแลแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจการเงินโดยรวม ซึ่งจะทำให้ระบบการเงินไทยมีกระบวนการรองรับในเรื่องนี้อย่างครบถ้วน ซึ่งถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันไว้ล่วงหน้าในภาวะที่สถาบันการเงินไทยขณะนี้มีความเข้มแข็งและมีเสถียรภาพดี

ทั้งนี้กลไกและวิธีการดังกล่าว สอดคล้องกับหลักการสากลที่หลายประเทศได้มีการปรับกรอบกฎหมายให้รองรับการแก้ไขปัญหาภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลก โดยมีการจัดตั้งกองทุนเป็นเครื่องมือดำเนินการ ในกรณีของไทยนั้นมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินซึ่งคล้ายกับกองทุนดังกล่าวแล้ว นอกจากนี้ในประเด็นความเสียหายนั้น ร่างกฎหมายใหม่นี้ได้ให้สถาบันการเงินในระบบเป็นผู้รับภาระความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

ห่วงเกิด ‘มอรัล ฮาซาร์ด’

นายตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ นักวิชาการอิสระ ด้านเศรษฐศาสตร์ กล่าวว่า การคืนอำนาจให้กับกองทุนฟื้นฟูฯ ในครั้งนี้ เท่ากับว่า ระบบใหม่ในการดูแลสถาบันการเงินจะเป็นการผสมผสานกันระหว่าง 2 เครื่องมือ คือ กองทุนฟื้นฟูฯ และ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก ซึ่งอาจจะมีคำถามตามมาว่า เครื่องมือต่างๆ มีมากเกินไปหรือไม่

“เวลานี้แบงก์พาณิชย์ถือว่ามีความเข้มแข็งอยู่แล้ว มีการดูแลความเสี่ยงอย่างดี และมาตรฐานการดูแลที่แบงก์ชาติใช้อยู่ตามเกณฑ์ บาเซิล3 ก็เป็นเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่าของสหรัฐ ชี้ให้เห็นว่าการดูแลแบงก์พาณิชย์จริงๆ แล้วควร ต้องเปิดเสรีให้มากขึ้นหรือไม่
นายตีรณ กล่าวด้วยว่า การคืนอำนาจให้กองทุนฟื้นฟูฯ อาจสร้างความอุ่นใจว่ามีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลธนาคารพาณิชย์ในกรณีที่เกิดปัญหาขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดภาวะที่มีเงื่อนไขการเสี่ยงภัยสูง(Moral Hazard) ทำให้ธนาคารพาณิชย์แข่งกันระดมเงินฝาก โดยละเลยความเสี่ยง

“การมีกองทุนฟื้นฟูฯ อาจทำให้อุ่นใจ แต่ก็ทำให้เกิด Moral Hazard เป็นการสะท้อนว่า ปัญหาใหญ่ของกระทรวงคลังและแบงก์ชาติ ที่มีต่อสถาบันการเงิน มองว่า ควรมีตู้เย็นไว้เก็บสินทรัพย์ แทนที่จะส่งสัญญาณว่า ไม่จำเป็นต้องมีตู้เย็น แล้วไปโฟกัสในภาคธนาคารตรงจุดที่เป็นความเสี่ยง และแก้เป็นจุดๆ และโดยความเห็นส่วนตัวมองว่า เวลานี้แบงก์รัฐ อาจจะมีปัญหามากกว่าแบงก์พาณิชย์ด้วย ก็ควรไปโฟกัสตรงนั้นมากกว่า”