วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์' หวังดันไทยฮับการผลิตเอเชีย

นายกฯ ชูนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจสร้างความเข้มแข็ง ประกาศกลางเวทีหอการค้าต่างประเทศ เร่งโครงการลงทุนอีอีซีปีหน้า ดันไทยฮับการผลิตเอเชีย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Open for business the next chapter in Thailand’s Competitiveness”ในงานการประชุมหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT)โดยมีเอกอัคราชทูต ตัวแทนจากหอการค้าต่างประเทศที่เป็นสมาชิกของJFCCTรวม 32 ประเทศ นักลงทุนและภาคเอกชนจากไทยและต่างประเทศ รวมทั้งผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมงานกว่า700คนเข้าร่วมวานนี้(25พ.ย.)

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการผลักดันเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะต่อไปว่า จะมุ่งเน้นการวางแผนพัฒนาและปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาวตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะ20ปี ซึ่งให้ความสำคัญในการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน (Inclusive Growth) ควบคู่ไปกับการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างสภาพแวดล้อม (Eco System) ที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ และการลงทุนให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญกับนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ปัจจุบันมีการประกาศพื้นที่ส่งเสริมการลงทุนบริเวณชายแดนแล้ว10พื้นที่ เพื่อสร้างการพัฒนาที่เชื่อมโยงระหว่างประเทศไทยและเพื่อนบ้าน

ชูเขต“อีอีซี”ฐานการผลิตเอเชีย

นอกจากนั้น ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่แนวระเบียงเศรษฐกิจ โดยได้กำหนดพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) บริเวณจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จะมีการเร่งรัดโครงการที่เกี่ยวข้องและโครงการลงทุนต่างๆในพื้นที่ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นในปี 2560 เพื่อต่อยอดฐานการผลิตอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญของประเทศไทย ให้กลายเป็นพื้นที่ฐานการผลิตและเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของเอเชียได้ในอนาคต

ในส่วนของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ รัฐบาลได้อนุมัติโครงการลงทุนต่างๆจำนวนมาก เช่น โครงการรถไฟทางคู่ โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ซึ่งโครงการเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการลงทุน ที่เชื่อมโยงการค้าการลงทุนระหว่างเมืองขนาดใหญ่ และชายแดนเข้าด้วยกัน ซึ่งช่วยให้นักลงทุนสามารถขยายการลงทุน และลดต้นทุนทางธุรกิจได้มากขึ้น

ทั้งนี้รัฐบาลได้ผลักดันการลงทุนผ่านกลไกการ ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) เพื่อสามารถผลักดันโครงการได้รวดเร็วและไม่เป็นภาระต่องบประมาณของประเทศ

เน้นการพัฒนา4ด้านสู่ไทยแลนด์4.0

นอกจากนั้น การปฏิรูปเพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ และการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน เพื่อให้เกิดความมั่นคงมีเสถียรภาพและศักยภาพในระยะยาว รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบาย“ไทยแลนด์4.0” เน้นการพัฒนา4ด้าน 1.การยกระดับการพัฒนาภาคการเกษตรจากเกษตรดั้งเดิมเป็น การเกษตรที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย (Smart Farmer) 2.การพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จากผู้ประกอบการยุคเก่า เป็นSmart enterprise

3.การพัฒนาภาคการผลิตอุตสาหกรรมในประเทศไปสู่การเพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่การผลิตไปสู่การเพิ่มห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) และ4.การพัฒนาเมืองและที่อยู่อาศัยรองรับการพัฒนาในอนาคต (Smart City) รวมทั้งให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา ต่อยอดการวิจัยไปสู่สินค้าในเชิงพาณิชย์ โดยตั้งเป้าจะเพิ่มงบประมาณการวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้ได้1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

“วันนี้ผมมายืนยันด้วยตัวผมเองว่าจะวางรากฐานของประเทศให้เติบโตสมดุล ทั้งการพึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกที่เป็นรายได้จากสินค้า บริการ ท่องเที่ยว ที่จะมีส่วนมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และอาจช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการของไทยในระยะยาวได้ จึงขอให้นักลงทุนต่างชาติมาช่วยไทยทั้งภายในและภายนอก หัวใจคือให้ท่านสนับสนุนเราว่าต้องทำอย่างไร จึงจะแข่งขันกับประเทศอื่นได้ ขอให้ช่วยไทยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ที่ตั้งของไทยเป็นศูนย์กลางทางด้านภูมิศาสตร์ในอาเซียน สิ่งนี้ผมมองว่าต้องเชื่อมโยงพึ่งพาอาศัยกันและกันให้เกิดการพัฒนาที่เป็นรูปธรรม”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เร่งปฏิรูปสร้างอนาคตประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าช่วงระยะเวลาปี2560-2561ถือว่าเป็นช่วงเวลาของการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เพื่อสร้างอนาคตประเทศ สร้างรากฐานที่สมบูรณ์ระยะยาว จึงได้วางยุทธศาสตร์20ปี ที่จะทำให้เศรษฐกิจเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง และประชาธิปไตยเข้มแข็งในอนาคตล้วนเป็นแผนที่วางไว้สำหรับอนาคตและการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศที่มาลงทุนในไทย

นายกฯย้ำสนับสนุนทุกชาติลงทุนไทย

ทั้งนี้รัฐบาลพร้อมสนับสนุน ทุกประเทศเข้ามาลงทุน และสนับสนุนคนไทยไปลงทุนต่างประเทศ โดยจะอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคทางด้านการค้าการลงทุนให้ได้ ดังนั้นอยากให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมมือกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งหอการค้าต่างประเทศ ก็สามารถที่จะเสนอแนวทางการพัฒนา และเข้ามาร่วมมือพัฒนาประเทศด้านต่างๆได้

โดยเฉพาะในด้านที่ไทยยังต้องการการพัฒนาทั้งการศึกษา สาธารณสุข รวมทั้งแรงงานทักษะให้มีผลิตภาพการผลิตที่สูงขึ้น อยากให้นักลงทุนต่างชาติมาช่วยไทยมากขึ้น เพราะไทยต้องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ทัดเทียมกับประเทศอื่น รวมทั้งนโยบายขับเคลื่อนคือปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไปสู่นโยบาย“ไทยแลนด์ 4.0” ที่ผ่านมาประเทศไทยอยู่ใน3.0 ฉะนั้นโอกาสที่ต่างชาติจะมาร่วมกับไทยได้ตอนนี้คือนำประเทศไทย3.0ไป4.0 ด้วยกัน

ลั่นใครเรียกรับผลประโยชน์แจ้งได้

“สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำในระยะที่ผ่านคือการ Refill หรือ เติมเต็มเพื่อไปสู่ Reform หรือปฏิรูป เพื่อวางอนาคตที่ยั่งยืนโดย ดังนั้นปี2559-2560 ขอเชิญทุกประเทศและทุกสมาคมร่วมมือกับประเทศไทย หากมีปัญหาอะไรติดขัดอยากให้รัฐบาลดูแลแจ้งมาได้ ผมได้ให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ช่วยดูแลภาพรวมอยู่แล้ว หากมีปัญหาใดก็หารือมายังรัฐบาลได้ตลอด ถ้ามีใครมาเรียกรับเงิน รับผลประโยชน์จากท่านก็สามารถมาบอกผมได้ เพราะรัฐบาลนี้ให้ความสำคัญกับการโปร่งใส การแก้ปัญหาการทุจริต ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

เร่งโครงสร้างพื้นฐาน-ก.ม.รับลงทุน

ในช่วงท้ายของการปาฐกถาพล.อ.ประยุทธ์ ได้กล่าวขอบคุณนักลงทุนต่างชาติ ที่ให้ความสนใจในการลงทุนในประเทศไทย โดยปีที่ผ่านมามีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุน มายังคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)หลายแสนล้านบาท ขอให้ความมั่นใจว่าจะผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าไปได้อย่างดี

ทั้งนี้ได้เตรียมความพร้อมเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน การเตรียมความพร้อมด้านแรงงานเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรม โดยนายกรัฐมนตรีคาดหวังว่านักลงทุนชาวต่างประเทศ จะให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศเพิ่มเติมในอนาคต

เสนอรัฐแก้ก.ม.ทำงานต่างด้าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการสัมมนาหอการค้าต่างประเทศครั้งนี้ ได้มีข้อเสนอถึงรัฐบาลเกี่ยวกับ “การยกระดับการทำธุรกิจ และการผูกมิตรกับนักธุรกิจต่างชาติ”ได้เสนอให้รัฐบาลแก้ไข พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าวปี 2515 ที่บังคับใช้มานาน เมื่อต่างชาติเข้ามาประชุมคณะกรรมการบริษัท การเข้ามาตรวจงบการเงิน กฎหมายไทย ยังถือว่าเข้ามาทำกิจกรรมดังกล่าว ต้องขอใบอนุญาตทำงาน (Work permit) จึงเสนอให้รัฐบาลแก้ไขกิจกรรมลักษณะเดียวกัน เพื่ออำนวยความสะดวกกับนักลงทุนต่างชาติ

ทั้งนี้หอการค้าต่างประเทศและนักลงทุนต่างประเทศ ได้เสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนคำนิยามของคำว่า “การทำงาน” เพื่อให้ชาวต่างชาติที่เข้ามาติดต่อและประกอบธุรกิจในไทยสามารถประกอบกิจกรรมธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่จำเป็นต้องขอWork permit โดยให้ใช้คำนิยาม “business visitors” กับชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจ โดยไม่ต้องขอวีซ่า หรือขอวีซ่าแบบ visa on arrivalได้แทนโดยไม่ต้องขอใบอนุญาตการทำงาน