ศาลอาญานัดฟังคำสั่ง "พระพุทธะอิสระ" ฟ้องหมิ่น "เจ้าคุณประสาร" กับพวกหมิ่นประมาท 30 พ.ย.นี้
ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ คดีพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พระเมธีธรรมาจารย์ หรือ เจ้าคุณประสาร จันทสาโรเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย,นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์เลขาธิการสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) , พระอธิการฉัตรชัย อธิจิตโต ประธานองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนากลุ่มพระสงฆ์ภาคใต้ และพระปลัดนรุตม์ชัย อภินันโท เลขาธิการองค์กรพิทักษ์พระพุทธศาสนากลุ่มพระสงฆ์ภาคใต้ เป็นจำเลยที่1-4ในความผิดฐานข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดฯิโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายฯ,หมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา309 และ328, ความผิดตาม พ.ร.บ.ปกครองสงฆ์ พ.ศ.2505( แก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่2535) มาตรา25และกฎมหาเถรสมาคมจากกรณีเมื่อวันที่24มี.ค. -5เม.ย.59จำเลยได้ใช้คำพูดกล่าวประกาศจะขับไล่โจทก์ให้ออกจากหมู่สงฆ์ด้วยการประกาศอุกเขปนียกรรม ซึ่งอุกเขปนียกรรม เป็นวิธีการลงโทษกับสงฆ์ผู้ต้องอาบัติที่ไม่ยอมรับอาบัติด้วยการวางเฉย ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย โดยจำเลยทั้ง4ยังชักชวนสั่งการให้ภิกษุที่เป็นเจ้าคณะปกครอง กระทำกรรมที่ละเมิดหลักธรรมวินัย ด้วยการประกาศอุกเขปนียกรรมอันมิชอบต่อโจกท์ ซึ่งละเมิด พ.ร.บ.ปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2505และกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่11พ.ศ.2521ว่าด้วยการลงนิคหกรรม
ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพระพุทธะอิสระ เปิดเผยว่า คดีนี้ยื่นฟ้องจำเลย4คน ซึ่งที่มาฟ้องนั้นไม่ได้ต้องการเอาเรื่องเอาราว แต่ต้องการให้ศาลสั่งเป็นบรรทัดฐานเรื่องที่พระภิกษุจะใช้พระธรรมวินัยในการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างถูกต้อง ต่อไปใครจะใช้พระธรรมวินัยโดยใช้พวกมากลากไปจะได้ไม่กล้า
โดยศาลนัดฟังคำสั่งว่าจะประทับรับฟ้องหรือไม่ วันที่ 30 พ.ย.นี้ เวลา 09.00 น.
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่อัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้องพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ในคดีร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร
พระพุทธะอิสระ กล่าวว่า ควรจะถึงเวลาแล้ว เพราะล่วงเลยมาเยอะแล้ว รวมทั้งมีหมายจับหลายคดี ก็ควรที่จะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะหากว่ารัฐบาลไม่ละเว้น หรือดำเนินการใดๆ ก็อาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ หากเป็นเช่นนั้น อนาคตต่อไปก็จะไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายกับคนอื่นได้ เพราะว่าเมื่อมีหมายจับถึง 3 ใบแล้วก็รู้ตัว ที่อยู่ของผู้ต้องหา แต่ไม่ยอมทำอะไรก็จะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า การเข้าจับกุมผู้ต้องหากรณีที่มีมวลชนอยู่ด้วยจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ควรดำเนินการอย่างไร
พระพุทธะอิสระ กล่าวว่า มองว่าทางรัฐบาลน่าจะมีวิธีการ เพราะในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ก็น่าจะได้ศึกษาวิธีการและตรวจสอบอยู่แล้ว เข้าใจว่าช่วงเวลาหลายเดือนที่ล่วงเลยมานั้น ไม่ได้เป็นผลเสีย แต่กลับกลายเป็นผลดีต่อบ้านเมือง ทำให้ความจริงต่างๆปรากฏออกมามากขึ้น ทำให้มวลชนลดน้อยลง
“ ระยะเวลาที่ทิ้งช่วงหลายเดือน ทำให้แผลกว้างขึ้น คนก็เริ่มเบาลง ไม่ใช่มาก เพราะฉะนั้นก็คงถึงเวลาแล้ว เมื่อคดีต่างๆ ผุดขึ้นมา มีหมายศาลเพิ่มมากขึ้น ก็ทำให้คนเริ่มหันมาเห็นความจริงว่าอะไรเป็นอะไร แยกแยะได้ว่าถูกผิดเป็นอย่างไร คนที่ไปหลงงมงาย เชื่ออะไรง่ายๆก็จะน้อยลง ” พระพุทธอิสระ กล่าว





