หลัง "ดีเอสไอ" โยนเผือนร้อน! เผย "อธิบดีอัยการคดีพิเศษ" สั่งตั้งคณะทำงานสั่งคดี "เจ้าคุณแป๊ะ" ผช.เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ปมรถหรูสมเด็จช่วง
ร.ท.สมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ มีคำสั่งแต่งตั้ง นายอดุลย์ เฉตวงษ์ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ1 ,น.ท.ทศพร สายพันธ์ อัยการผู้เชี่ยวชาญ , นายกฤษณะ สุขสงวน อัยการผู้เชี่ยวชาญ เป็นคณะทำงานอัยการรับผิดชอบสำนวนคดีรถยนต์เบนซ์โบราณ คันหมายเลขทะบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ในความครอบครองของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ( ช่วง วรปุญญมหาเถร ป.ธ.9) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภายหลังเมื่อวันที่18พ.ย.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้อัยการ
โดยสำนวนดังกล่าว กล่าวหาว่า นายพิชัย วีระสิทธิกุล เจ้าของอู่รถ ผู้ต้องหาที่ 1, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.ที.ออโต้พาร์ท โดยนายวสุ จิตติพัฒนกุลชัย ผู้ต้องหาที่ 2, นายวสุ จิตติพัฒนกุลชัย ผู้ต้องหาที่ 3, นายเกษม หรือ อ๊อด ภวังคนันท์ หุ้นส่วนผู้จัดการ หจก.อ๊อด 89 เอ็นเตอร์ไพร์ส ( ประเทศไทย) ซึ่งนำเข้าชิ้นส่วนรถโบราณ ผู้ต้องหาที่ 4, นายเมธีนันท์ หรือชลัช นิติฐิติวงษ์ ผู้ดำเนินการนำเอกสารชุดประกอบรถยนต์ไปชำระภาษีสรรพสามิต ผู้ต้องหาที่5, นายสมนึก บุญประไพ ผู้นำเอกสารรถยื่นกรมขนส่ง ผู้ต้องหาที่6
และพระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะ หรือพระธนกิจสุภาโว ( ธนกิจ ศรีอุ่นเรือน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ และเป็นเลขานุการสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ผู้ต้องหาที่7ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้สั่งซื้อรถ กระทำผิดฐานร่วมกันนำ หรือพาของที่ยังไม่ได้เสียภาษี หรือของต้องจำกัด หรือ ของต้องห้าม หรือที่ยังไม่ได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง เขเมาในราชอาณาจักร หรือร่วมกันซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากรโดยถูกต้อง , ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี , ร่วมกันแจ้งข้อความเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน , ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนังานผู้กระทำการตามหน้าที่ จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ , ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม , ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม , มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าโดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่เสียภาษีไม่ครบถ้วน ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469มาตรา 27 , 27 ทวิ , พ.ร.บ.ภาษีสรรพาสามิต พ.ศ. 2527 มาตรา 161 , 165 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 , 265 , 267 , 268
ร.ท.สมนึก โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวอีกว่า สำหรับ นายเกษม ภวังคนันท์ ผู้ต้องหาที่4ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการฝากขัง ซึ่งจะครบกำหนดฝากขังครั้งที่3ในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ดังนั้นคณะทำงานอัยการคดีพิเศษ1จึงนัดให้ นายพิชัย วีระสิทธิกุล ผู้ต้องหาที่ 1, ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซี.ที.ออโต้พาร์ท ผู้ต้องหาที่ 2, นายวสุ จิตติพัฒนกุลชัย ผู้ต้องหาที่ 3, นายเมธีนันท์ หรือชลัช นิติฐิติวงษ์ ผู้ต้องหาที่ 5, นายสมนึก บุญประไพ ผู้ต้องหาที่ 6 ให้มารายงานตัวอัยการในวันที่ 25 พ.ย.นี้เช่นกัน
ส่วนพระมหาศาสนมุนี ผู้ต้องหาที่ 7 นั้น พนักงานสอบสวนดีเอสไอ ยังไม่ได้นำตัวมาส่งพนักงานอัยการในวันที่ส่งสำนวน 18 พ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากจำเลยที่ 7 อาพาธ ดังนั้นพนักงานสอบสวนดีเอสไอ จะได้ส่งตัวให้อัยการในภายหลัง
ขณะที่นายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ กล่าวว่า ในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ซึ่งอัยการนัดผู้ต้องหามาพบนั้น เป็นการนัดตามขั้นตอน เนื่องจากผู้ต้องหาที่4จะครบกำหนดฝากขังซึ่งเราต้องนัดมาภายในวันดังกล่าว ส่วนจะมีการสั่งคดีได้เลยหรือไม่ขึ้นอยู่กับคณะทำงานพิจารณาว่าพยานหลักฐานเพียงพอหรือไม่ หากเห็นว่าสั่งคดีได้ก็อาจจะสั่งคดีในวันดังกล่าวเลย หากพิจารณาพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอก็อาจจะมีการสอบสวนเพิ่มเติมและเลื่อนวันนัดสั่งคดีออกไป
ส่วนพระมหาศาสนมุนี ที่พนักงานสอบสวนยังไม่ได้ส่งตัวมานั้น ก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่จะต้องส่งตัวมาให้อัยการว่าจะมาได้ในวันที่ 25 พ.ย.นี้หรือไม่





