เรื่องเล่าจากสนามหลวง "มิตร ธรรมลุน" เดินเท้า 18 วัน จากสุราษฎร์ธานีเพื่อมากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
นายมิตร ธรรมลุน อายุ 48 ปี พนักงานขับรถไถ ชาวยโสธร ออกเดินเท้าจาก อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม มาถึงสนามหลวงเมื่อตอนเช้าของวันที่ 16 พฤศจิกายน 2559 ระยะทางกว่า 640 กิโลเมตร ใช้เวลาทั้งสิ้น 18 วัน เพื่อมาสักการะพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตามที่ตั้งใจ
นายมิตร เล่าว่าเมื่ออายุ 5 ขวบ (43 ปีที่แล้ว) ตนได้มีโอกาสรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขณะที่พระองค์เสด็จมาที่โรงเรียนบ้านสร้างมิ่งมิตรภาพที่ 191 ต.สร้างมิ่ง อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร โดยแม่ของตนได้นำผ้าขาวม้ามาปูรองนั่งด้านข้างทางก่อนที่พระองค์จะเสด็จผ่าน “ตอนนั้นยังเด็กมาก แต่ความทรงจำยังชัดเจนอยู่เสมอ” นายมิตรกล่าว
หลังจากตนเองทราบข่าวการสวรรคตก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก และตั้งใจว่าจะเดินเท้าจากบ้านมากราบพระองค์ที่พระบรมมหาราชวังให้ได้ โดยสิ่งติดตัวมี เสื้อยืด 2 ตัว, กางเกงวอร์ม 2 ตัว, รองเท้าเตะ 1 คู่, พระบรมฉายาลักษณ์, ธงชาติ และรถลากสำหรับวางของ ตื่นตี 4 และนอนตอน 3 ทุ่ม เพื่อให้มาถึงที่กรุงเทพเร็วที่สุด สำหรับที่พักก็เป็นป้อมทางหลวงหรือตามสถานีรถไฟต่างๆ ตลอดทางมีชาวบ้านขออวยพรให้ความตั้งใจของตนสัมฤทธิ์ผล บางคนให้อาหาร บางคนให้เงินเล็กๆน้อยๆ บางคนให้สิ่งของ เช่น ภาพพระบรมฉายาลักษณ์ที่ตนห้อยคอไว้ นายมิตรหยิบภาพถ่ายจากกล้องฟิล์มที่ใส่อยู่ในกรอบแข็งสีน้ำเงิน มีริบบิ้นลายธงชาติห้อยคอ ปรากฎเป็นภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
“นี่คือภาพที่เป็นกำลังและคุ้มครองให้ผมเดินเท้าครั้งนี้อย่างปลอดภัย” นายมิตรกล่าวพร้อมน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้า “ภาพใบนี้ผมเก็บได้จากจุดที่มีคนเอามาทิ้งไว้ ตอนนั้นผมคิดแค่ว่าภาพในหลวงจะถูกทิ้งไม่ได้ พระองค์ต้องอยู่เหนือหัว”
นายมิตรกล่าวเพิ่มเติมว่าตนเคยได้ยินข่าวว่าพระองค์ทรงพระเนตรเทียมข้างขวาเนื่องจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และต้องทรงงานด้วยพระเนตรเดียวมาตลอด 60 ปี
“ผมไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้มีเงินทองมหาศาล แต่ถ้าให้ผมแลกได้ ผมยอมแลกตาของผม ผมมองไม่เห็นไม่เป็นไร แต่ผมอยากให้ท่านมองเห็นอย่างปกติ”
นายมิตรเผยว่ารู้สึกดีใจอย่างอธิบายไม่ถูกที่ในที่สุดก็ได้มีโอกาสมากราบพระองค์ ถือเป็นบุญชีวิตที่ต้องมาให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพียงแค่อยากทำเพื่อพ่อ ทำเพื่อพระองค์ การเดินเท้ามันลำบากและเหนื่อย แต่เพราะมีกำลังใจและความตั้งใจตนจึงผ่านพ้นมันมาได้ในที่สุด
ภาพ ชาลินี ถิระศุภะ (Chalinee Thirasupa)





