วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประวิตร'พอใจความคืบหน้า สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

“พล.อ.ประวิตร” พอใจความคืบหน้าโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ชื่นชม การขับเคลื่อนโดยศอ.บต. –ผวจ.ทั้ง 3 จังหวัด

เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร่วมประชุมกับเลขาธิการ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) พร้อมผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยหลังจากที่เลขาธิการ ศอ.บต. และผู้ว่าฯ ทั้งสามจังหวัดได้รายงาน รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า พอใจผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พร้อมชื่นชมการขับเคลื่อนของ ศอ.บต. และผู้ว่าฯทั้งสามจังหวัด และขอให้เดินหน้าไปเพื่อให้เกิดประโยขน์สูงสุดต่อประชาชนในพื้นที่ นายศุภณัฐ สิรันทวิเนติ เลขาธิการ ศอ.บต.เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี (วันที่ 4 ตุลาคม 2559) เห็นชอบเป็นหลักการตามที่สำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ

โดยนำร่องในพื้นที่มีความพร้อมด้านความมั่นคงปลอดภัย และกระตุ้นให้เกิดการลงทุน นำไปสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่และขยายผลไปยังพื้นที่ใกล้เคียง สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนจากการสร้างงาน สร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้มีพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่และสามารถรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในระยะต่อไปได้ ศอ.บต. ได้ร่วมกับส่วนราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ไปดำเนินการขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบฯ ให้บังเกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายของโครงการฯ และข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการเร่งโครงการให้เกิดขึ้นภายในปี พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับประชาชน นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน มีผลการดำเนินการที่สำคัญดังต่อไปนี้ หนึ่ง การขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” พื้นที่เมืองหนองจิก จ.ปัตตานี ภายใต้วิสัยทัศน์การพัฒนาอย่างมีส่วนร่วมของประชาชน กำหนดว่า “ทำให้ประชาชน อำเภอหนองจิก มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นคือ สร้างงาน สร้างอาชีพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสภาพสังคม คือ อาชีพเกษตรกร และมีการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เชื่อมโยงการพัฒนาไปสู่พื้นที่ข้างเคียง โดยมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้ความร่วมมือของทุกภาคส่วน”

ได้ดำเนินการตามแนวทางการขับเคลื่อนภายในระยะเวลา 3 เดือน ได้แก่ การส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น การทำนาข้าว การปลูกมะพร้าว ปลูกปาล์ม และพืชอื่นๆ โดยใช้ต้นทุนต่ำแต่เพิ่มผลผลิตด้วยการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร การบริหารจัดการข้อมูลการเพาะปลูกอย่างเป็นระบบ โดยนำระบบ GIS และ One Map (คุณภาพดิน น้ำและสภาพภูมิอากาศ) มาปฏิบัติใช้ในพื้นที่ โดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องพัฒนาข้อมูลร่วมกัน การขยายพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ปัจจุบันพบว่า พื้นที่รกร้างในอำเภอหนองจิกมีมากถึง 24,000 ไร่ หรือร้อยละ 16 ของพื้นที่ทั้งหมด โดยจะพัฒนาพื้นที่เหล่านี้ให้เป็นพื้นที่เพาะปลูกปาล์มน้ำมัน เพื่อส่งจำหน่ายแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งมีความต้องการการเพาะปลูกสูงถึง 350,000 ตัน หรือ ประมาณ 90,000 ไร่ “คาดว่าจะสามารถสร้างอาชีพให้กับเกษตรกรได้มากถึง 6,000 ราย”

นายศุภณัฐกล่าว และว่า จะขยายพื้นที่/ครัวเรือนเพื่อส่งเสริมอาชีพปศุสัตว์ โดยเฉพาะการผลิตเพื่อการบริโภคเนื้อสัตว์ในพื้นที่ทั้งในส่วนของเนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อแพะและเนื้อแกะ ซึ่งที่ผ่านมามีการสั่งนำเข้าจากนอกพื้นที่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ด้วย รวมทั้งการสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่องและอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตการเกษตรเพิ่มเติม โดยมีสถานประกอบการที่สนใจจะมาลงทุนในพื้นที่ในวงเงินงบประมาณลงทุน 13,500 ล้านบาท ได้แก่ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มและน้ำมัน Bio Diesel โรงไฟฟ้าชีวะมวล อุตสาหกรรมแปรรูปมะพร้าวครบวงจร อุตสาหกรรมแปรรูปผลไม้ เป็นต้น ขณะเดียวกัน จะมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมขนส่ง เช่น การปรับปรุงเส้นทางคมนาคมขนส่ง ถนนสาย 42 และ 43 การปรับปรุงท่าเรือปัตตานีและสถานีรถไฟโคกโพธิ์ เพื่อเพิ่มปริมาณการขนถ่ายสินค้ารวมทั้งการปรับปรุงระเบียบกฎหมายให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น การปรับปรุงผังเมืองรวมเพื่อกำหนดความชัดเจนของพื้นที่อุตสาหกรรม คลังสินค้า การก่อสร้างโรงงานไฟฟ้า เป็นต้น

นายศุภณัฐ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินการจัดซื้อพื้นที่ 25 ไร่ ของการเคหะแห่งชาติ อำเภอสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และการจัดหาที่ดินเพิ่มเติมในโครงการพัฒนาด่านบูเก๊ะตาฯ ว่า การเคหะแห่งชาติ เสนอให้หน่วยงานรัฐ เป็นผู้จัดซื้อที่ดินพร้อมซากสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ในวงเงิน 72.87 ล้านบาท โดยการเคหะฯ จะได้เปิดให้หน่วยงานที่รับมอบการจัดซื้อเจรจาต่อรองราคาโดยเร็ว และเมื่อได้ข้อยุติแล้วต่อไปจะได้เสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก คปต.และคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยทางจังหวัดนราธิวาสรายงานการจัดหาที่ดินเพิ่มเติมในโครงการพัฒนาศูนย์แสดงสินค้าและตลาดการค้าชายแดน บริเวณด่านบูเก๊ะตาฯ ซึ่งที่ประชุมฯ ขอให้กรมศุลกากร รายงานความก้าวหน้าการทำงานตามที่หน่วยงานรับผิดชอบ ให้ ศอ.บต. และจังหวัดนราธิวาสทราบ ภายในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ด้วย ส่วนการส่งเสริมนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง ศอ.บต. และกระทรวงพาณิชย์เร่งหารือแนวทางการดำเนินการผลักดันในการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมนักธุรกิจรุ่นใหม่ ในกรอบวงเงิน 350 ล้านตามที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้แล้ว ทั้งนี้ จะมีการประชุมจัดทำแผนฯ ดังกล่าว ภายในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 ขณะที่การใช้เงิน Soft Loan เพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เห็นชอบให้ขยายมาตรการพิเศษเพื่อกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ Soft Loan ออกไปอีกเป็นเวลา 1 ปี และให้ธนาคารออมสิน เป็นหน่วยงานที่สามารถให้เงินกู้ได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมฯ เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่อนคลายระเบียบการให้วงเงินสินเชื่อให้สอดคล้องกับภาคธุรกิจเอกชนในพื้นที่ โดยกระทรวงการคลังจะไปหารือส่วนงานที่เกี่ยวข้อง และจะแจ้งให้ ศอ.บต. ในวาระแรก สำหรับการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยกรมบัญชีกลาง ในฐานะฝ่ายเลขานุการไปดำเนินการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 นอกจากนั้น สำนักงบประมาณชี้แจงแนวทางการดำเนินโครงการตามที่คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 โดยเสนอให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการจำนวน ๖๓ โครงการ จัดทำแผนการปฏิบัติงาน การเตรียมความพร้อม และรายละเอียดค่าใช้จ่าย ให้ดำเนินการปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 มาดำเนินงานในส่วนที่จำเป็นเร่งด่วนและมีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ก่อน หากไม่เพียงพอก็ให้เสนอขอรับการสนับสนุนงบประมาณตามความจำเป็นและเหมาะสม

หรือเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ตามขั้นตอนต่อไป รวมทั้งให้ฝ่ายเลขานุการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกับกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อพิจารณาบรรจุโครงการไว้ในแผนพัฒนาจังหวัด/กลุ่มจังหวัด 4 ปี และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด/กลุ่มจังหวัด ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการบูรณาการงบประมาณต่อไป