วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯสั่งแก้อุปสรรคดำเนินธุรกิจ ดันไทยติด30โลก

"นายกรัฐมนตรี" สั่งแก้อุปสรรคดำเนินธุรกิจ ตั้งเป้าอันดับความสะดวกทำธุรกิจขยับขึ้นทุกปี ด้าน "สมคิด" มั่นใจปีหน้าไทยติด 30 อันดับของโลก

รัฐบาลเร่งแก้ไขอุปสรรคการทำธุรกิจของภาคเอกชน โดยตั้งเป้าให้อันดับของไทยขยับขึ้นทุนปี โดยหวังว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและต้องการผลักดันนโยบาย “ไทยแลนด์4.0” ให้สำเร็จ

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบผลรายงานผลการวิจัยประเทศที่มีความสะดวกในการประกอบธุรกิจหรือ “Ease Doing Businessของธนาคารโลก (World Bank) ประจำปีนี้ ซึ่งปีนี้ประเทศไทยได้รับการปรับอันดับดีขึ้น 3 อันดับจากอันดับที่ 49 มาอยู่ที่อันดับ 46 จากประเทศสมาชิกของธนาคารโลก 190 ประเทศ และมีคะแนนรวมทุกด้านรวม72.53คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ได้คะแนน 71.65

ไทยติดอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ทุกหน่วยงานร่วมกันทำงานเพื่อผลักดันให้อันดับของไทยสูงขึ้นทุกปี เพื่อเอื้ออำนวยความสะดวกให้นักลงทุนที่ต้องการมาลงทุนในไทย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันปรับปรุงกระบวนการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจในประเทศไทย เช่น การเริ่มต้นการประกอบธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง การบริการไฟฟ้า การจดทะเบียนทรัพย์สิน การเข้าถึงสินเชื่อ การคุ้มครองนักลงทุน การจ่ายและคืนภาษี การค้าขายข้ามแดน การดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญา การล้มละลาย กฎหมาย และระเบียบการปฏิบัติที่มีความโปร่งใสให้หน่วยงานราชการต่างๆสามารถรับรู้แนวทางและเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน

“สมคิด”จ้างธนาคารโลกเป็นที่ปรึกษา

หลังจากการประชุมครม. วานนี้ (4 พ.ย.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือแนวทางการแก้อุปสรรคทางธุรกิจต่างๆที่กระทรวงการคลัง

นายสมคิด กล่าวว่า รัฐบาลจะพยายามแก้ไขสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจของภาคเอกชนและนักลงทุน โดยมั่นใจว่าในการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจ หรือ Ease of doing business ในปีหน้า ที่จะมีการสำรวจเพื่อจัดอันดับในเดือน พ.ค.2560 นั้น ไทยจะติด 30 อันดับแรกได้ไม่ยาก จากการสำรวจครั้งล่าสุดไทยอยู่อันดับที่ 46 จากการสำรวจ 190 ประเทศ

นายสมคิด กล่าวว่าจะว่าจ้างธนาคารโลก มาเป็นที่ปรึกษาเพื่อช่วยชี้ว่าควรจะมีการแก้ไขในจุดใดบ้างเพื่อให้ได้คะแนนเพิ่มขึ้น เพราะในปัจจุบันยอมรับในการแก้ไขสิ่งที่เป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ อาจจะไปเน้นทำในจุดที่มีน้ำหนักต่อการให้คะแนนน้อย ขณะที่จุดที่มีน้ำหนักมาก เรายังทำน้อยไป ซึ่งไทยยังมีโอกาสในการพัฒนาสูงมาก

“จะเรียกประชุมคณะกรรมการแก้ไขอุปสรรคในการทำธุรกิจทุกเดือน”

นายสมคิด กล่าวว่า หากอันดับของไทยดีขึ้น จะมีส่วนทำให้นักลงทุนต่างชาติตัดสินใจนำเม็ดเงินมาลงทุนมากขึ้น เพราะในการประชุมเวทีโลกหลายเวที ยอมรับแล้วว่าในช่วง 10 ปีข้างหน้าเม็ดเงินลงทุนจะมาที่เอเชีย นอกจากจีนแล้วก็จะมาที่อาเซียน ซึ่งแน่นอนว่าน่าจะมาไทยที่มีความได้เปรียบได้หลายด้าน และไทยจะเป็นเป้าหมายการลงทุน

สั่งทุกกระทรวงเปลี่ยนรับ4.0ใน2ปี

“หลังจากผมไปประชุมที่ฝรั่งเศสกลับมา มีเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้ามายื่นขอลงทุนในไทยทันที 2 หมื่นล้านบาท สะท้อนว่านักลงทุนมาจ่อหน้าประตูแล้ว ถ้าคะแนนในการจัดอันดับของไทยดีขึ้นจะยิ่งเป็นตัวหนุน โดยเราก็ต้องแก้ไขสิ่งที่เป็นอุปสรรค หลังจากเรามีความสะดวกในการทำธุรกิจแล้ว เรื่องต่อไป คือเรื่องแรงงาน การศึกษา การผลักดันเศรษฐกิจ 4.0”

นายสมคิด กล่าวว่า เพื่อมุ่งสู่ประเทศไทย 4.0 จะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลงทุนให้มีการติดตั้งอินเทอร์เน็ตในระดับหมู่บ้าน ใช้เงินลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่งในการดำเนินการ รวมทั้งทุกกระทรวงจะต้องเปลี่ยนไปสู่ Equip digital เป็น e-government complete ภายใน 2 ปี

ทั้งนี้ในการประเมินรอบใหม่ในเดือน พ.ค.ปีหน้านั้น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระดับราชการ (กพร.) ได้วิเคราะห์จุดอ่อนที่เราต้องปรับปรุง 10 จุด แล้วให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำกลับไปปรับปรุง และเสนอต่อคณะกรรมการชุดนี้ ภายในเดือน ม.ค. หากมีอะไรที่จะต้องปรับปรุง ก็จะใช้เวลา 4-5 เดือน ก่อนถึงเดือน พ.ค.ปี 2560 ในการปรับปรุงแก้ไข

ตัวอย่างเช่น เรื่องการขอใช้ไฟฟ้าในภาคธุรกิจ ว่า ตามระเบียบของการไฟฟ้าที่มีเจตนาที่ดีในการให้บริการผู้ที่ต้องการขอติดตั้งไฟฟ้า จึงเข้าไปตรวจสอบการติดตั้งทุกเดือนจนกว่าจะแล้วเสร็จ ซึ่งทางเวิลด์แบงก์ มองว่านี่เป็นการเพิ่มขั้นตอนทางธุรกิจ ดังนั้นที่ประชุม จึงเห็นว่า เพื่อลดขั้นตอนจึงควรให้ภาคเอกชนทำแทน

สั่งคลังสร้างระบบบัญชีเดียว

นายสมคิด กล่าวว่าอีกหนึ่งจุดที่จะต้องปรับปรุงคือ เรื่องการชำระภาษี ในปัจจุบันในบางประเทศมีการชำระภาษีทุกประเภท ณ จุดเดียว แต่ของไทยยังทำไม่ได้ แนวทางแก้ไขของกระทรวงการคลังคือ สร้างระบบบัญชีเดียว คือไม่ว่าจะจ่ายภาษี อะไร ไม่ว่าจะเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีนิติบุคคล ภาษีที่ดิน การคืนภาษี หรือการขอคืนภาษี ให้ข้อมูลอยู่ในบัญชีเดียวกัน ที่ผู้เสียภาษีสามารถตรวจสอบได้

สำหรับประเด็นที่เป็นแนวทางในการปรับปรุงความสะดวกในการทำธุรกิจของไทย 10 ประเด็นประกอบด้วย แนวทางการปรับปรุงด้านการเริ่มต้นธุรกิจคือการลดขั้นตอนและระยะเวลาผ่านการขยายการให้บริการของช่องทางอิเล็กทรอนิกส์,แนวทางการปรับปรุงด้านการขออนุญาตก่อสร้างคือการลดขั้นตอน เพิ่มการควบคุมคุณภาพการก่อสร้างและเพิ่มความรับผิดชอบในกรณีการก่อสร้างมีปัญหา และแนวทางการปรับปรุงด้านการจดทะเบียนทรัพย์สิน คือ มุ่งสู่อิเล็กทรอนิกส์ให้ครอบคลุมทุกด้านของการจดทะเบียนทรัพย์สินและสร้างความโปร่งใส เป็นต้น