"บิ๊กตู่" ชี้ ชาวนาไม่เข้มแข็งต่อรองโรงสี-พ่อค้าคนกลางไม่ได้ ลั่นแก้ราคาข้าวต้องไม่ให้ซ้ำรอยรัฐบาลในอดีต ย้ำไม่คิดจ้างชาวนาเลิกปลูกข้าว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวในรายการ”ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตอนหนึ่งว่าเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในโอกาสครบรอบ 100 ปี งานวิจัยข้าวไทย ในปี 2559 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เป็นพระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย
ทั้งนี้ นับแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน เกษตรกรชาวนายังคงประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง เช่น ปริมาณผลผลิตที่มากเกินความต้องการของตลาดการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางมีต้นทุนการผลิตที่สูง แต่คุณภาพต่ำมีภัยพิบัติทางธรรมชาติ และปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้ได้ข้าวคุณภาพต่ำแต่ที่มีความชื้นสูง
“ข้าวเป็นพืชเชิงเดี่ยวอาจจะไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพในปัจจุบัน และการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ยังไม่เข้มแข็งนัก ทำให้ขาดอำนาจในการต่อรองกับโรงสีและพ่อค้าคนกลาง ขาดการคิดค้นผลิตนวัตกรรมข้าวในการเพิ่มมูลค่า ให้กับผลผลิตข้าว ปัญหาเหล่านี้จะส่งผลให้รายได้ของชาวนาไม่มั่นคง ตลอดจนต้องกู้หนี้ยืมสิน ตั้งแต่เริ่มกระบวนการปลูกข้าว จนถึงการเก็บเกี่ยว ทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ถึงขั้นต้องขายที่นา และหลายครอบครัวต้องละทิ้งอาชีพชาวนา ในที่สุดเป็นอันตราย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหาแก่ชาวนาไทย ทั้งมาตรการเฉพาะหน้า และมาตรการยั่งยืนของรัฐบาล คือการศึกษาอย่างเป็นระบบเช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ ลมฟ้าอากาศ ปัจจัยการผลิต เมล็ดพันธุ์ ยากำจัดศัตรูพืช และปุ๋ย เป็นต้น ระยะกลางทางเช่น แหล่งทุน เครื่องจักรกลการเกษตร โรงสี การแปรรูป และนวัตกรรมระยะปลายทางเช่น ตลาดในประเทศ การส่งออกต่างประเทศ เราต้องทำให้เกิดห่วงโซ่คุณค่าเหล่านี้ และมีการประกันพืชผล
“รัฐบาลอาศัยข้อมูลพื้นฐานจากเอกสาร งานวิจัย แผนที่ การสอบถามจากเจ้าหน้าที่ และประชาชนในแต่ละท้องถิ่น เพื่อให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง สำหรับกำหนดมาตรการช่วยเหลือ ได้อย่างแม่นยำ รวดเร็ว และสอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์สังคม ปรับปรุงแก้ไขกรณีศึกษา เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาด ไม่ให้ซ้ำรอยนโยบายในอดีตที่ผ่านมา” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
สำหรับการแก้ไขปัญหาระยะสั้น ยังคงมีความจำเป็นที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ให้ชาวนากินอิ่ม นอนหลับ มีทุน มีแรงทำงานให้ได้ก่อน ส่วนการสร้างความเข้มแข็งเป็นขั้นตอนต่อไป โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยมีมติครม.เห็นชอบ มาตรการช่วยเหลือเกษตรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต2559ถึง2560ในด้านการตลาด
1.โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต2559ถึง60ซึ่งกำหนดวงเงินสินเชื่อต่อตันข้าวเปลือก ไม่เกินร้อยละ90ของราคาตลาด2.ค่าใช้จ่ายในการตากข้าวเปลือก และค่าแรงงานในการเตรียมข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสหกรณ์การเกษตรกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งวิสาหกิจชุมชน3.การช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ให้แก่เกษตรกรรายย่อย ผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ ปีการผลิต2559ถึง60โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการ ตั้งแต่1พฤศจิกายน2559ถึง28กุมภาพันธ์2560
“การแก้ปัญหาราคาข้าวตกนั้น ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานไว้ ได้แก่การรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มผู้บริโภคเหมือนกัน แล้วก็ไปติดต่อกับกลุ่มผู้ผลิต โดยที่ไปตกลงกัน อาจจะต้องตั้งหรือไปตกลงกับโรงสีให้แน่ชัด จะได้ไม่ต้องผ่านหลายมือ ถ้าทุกคนที่บริโภคข้าวตั้งตัวเป็นกลุ่มแล้วก็ไปซื้อข้าวเปลือก แล้วไปพยายามสีเอง หรือให้มีการผ่านมือเพียงผู้ที่ผลิตข้าว ผู้ที่สี และผู้ที่บริโภค ทั้งนี้ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะสามารถตัดปัญหาคนกลางลงไปได้บ้างคงไม่ได้ทั้งหมด” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนขอชื่นชมโครงการลองกอง จังหวัดสุราษฎร์ธานีแลกข้าวสารหอมมะลิจังหวัดร้อยเอ็ด เพราะเป็นการร่วมมือกันแก้ปัญหา สามารถจะแลกเปลี่ยนผลิตผลทางการเกษตร โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ถือเป็นการช่วยเหลือตัวเองก่อน แล้วจะได้ไม่ต้องรอแต่การช่วยเหลือจากภาครัฐ เพราะต้องใช้เวลาในการแก้ปัญหา การกำหนดมาตรการต้องใช้กฎหมาย
“การรวมกลุ่มของเกษตรกรที่เข้มแข็ง เราน่าจะสามารถกระทำได้ตลอดเวลา การสร้างห่วงโซ่คุณค่า ทั้งผลิต แปรรูป และการตลาด ย่อมเป็นสิ่งพึงประสงค์ ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระจายสินค้าสู่ตลาดต่างภูมิภาค ให้เกิดกลไกที่ยั่งยืนได้ในอนาคต รัฐบาลก็จะหาช่องทางเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนได้ในช่องทางที่ถูกต้องและง่ายขึ้น โดยจะจัดปฏิทินการแลกเปลี่ยนตามฤดูผลผลิต และจัดจุดแลกเปลี่ยน จุดกระจายสินค้า ทางรัฐบาลและราชการก็เข้าไปดูแลด้วย” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนขอขอบคุณทุกหน่วยงาน ที่ออกมาตรการแก้ปัญหา หรือมีส่วนร่วมเอาชนะปัญหาราคาผลิตผลทางการเกษตรตกต่ำ สำหรับเกษตรกรที่สนใจทำอาชีพเสริมช่วงว่างเว้นจากการทำนา มีการจัดหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพเพื่อเพิ่มโอกาสการสร้างรายได้รวมทั้งการอบรมเทคนิคการค้าขายแบบออนไลน์ เพื่อสามารถจำหน่ายสินค้าได้ด้วยตนเอง
“ขอขอบคุณโรงสี พ่อค้าคนกลาง ที่ร่วมมือกับรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังจะทำลายการผลิตข้าว การปลูกข้าว หรือทำลายวิถีชีวิตชาวนา ที่พวกเราทำมาตั้งแต่โบราณกาล เราเพียงมุ่งหวังจะทำให้ชาวนา มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า วันนี้การทำนาส่วนใหญ่เหลือแต่พ่อแม่ผู้สูงอายุ ลูกหลานส่วนใหญ่ จะไปประกอบอาชีพอื่น การใช้แรงงานคนจึงลดลงใช้การจ้าง ใช้เครื่องจักร ขณะเดียวกันหนี้สินเก่าก็ทับถม ทำให้เหมือนกับว่าเป็นการ ทำนาเพื่อใช้หนี้ไม่มีรายได้เพิ่ม รัฐบาลมองเห็นปัญหาตรงนี้ จึงได้เกิดความคิดแก้ปัญหาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูกการแปรรูป การตลาด
“รัฐบาลจำเป็นต้องมีหลายมาตรการ ทั้งชดเชยส่วนต่าง ช่วยเหลือยามเดือดร้อน จากภัยธรรมชาติเท่าที่จำเป็น แต่ทั้งนี้ต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่เป็นปัญหากับระบบการเงิน การคลังของประเทศ อีกส่วนหนึ่งก็ต้องมาดูว่า เราจะแก้ปัญหาหนี้สินชาวนา ได้อย่างไร เราได้พิจารณาในเรื่องของการชะลอหนี้ หรือลดดอกเบี้ย เราก็จะพิจารณาเท่าที่สามารถทำได้ โดยไม่ให้เสียกฎกติกาต่างของธนาคาร”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลไม่เคยคิดจะบังคับชาวนา เกษตรกร นอกจากพยายามสร้างความเข้าใจ รักษาอาชีพนี้ให้ รัฐบาลไม่เคยคิดว่าเราจะจ้างให้ชาวนาเลิกปลูกข้าว มันเป็นไปไม่ได้ เรามีชาวนาเป็นจำนวนมาก มีแต่ว่าจะทำยังไงให้เขาปลูกให้เหนื่อยน้อยลง และมีรายได้มากขึ้น เพียงแต่เราก็ให้ทุนในการปลูกพืชชนิดอื่นเสริม ดูว่าจะได้ผลดี มีรายได้มากขึ้นหรือไม่ ก็แล้วแต่ความสมัครใจ
“เราจะติดกับวิธีคิดเดิมไม่ได้อีกแล้ว การค้าขายการส่งออก ไปยังตลาดต่างประเทศ ก็เป็นปัญหาในการแข่งขันด้านราคา รัฐบาลซื้อมาเก็บเองก็ไม่ได้ ปัญหาเดิมยังมีอยู่ การระบายข้าวในคลัง ก็เป็นปัญหากับข้าวฤดูกาลใหม่ อาจทำให้ราคาข้าวในท้องตลาดตก เพราะเรามีปริมาณสำรองข้าวมากเกินไป วันนี้ก็มีเกือบทุกประเทศมีการสำรองข้าวด้วยตัวเอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ราคานั้นถูกกดให้ต่ำลง จนแข่งขันผู้ผลิตข้าวรายอื่นของโลกไม่ได้มากนัก แม้ว่าข้าวของเราจะมีคุณภาพดีกว่าก็ตาม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
สำหรับการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ในช่วงที่เรายังมีหนี้สิน เราต้องลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลง แล้วก็เก็บเงินทยอยใช้หนี้บ้าง ซึ่งบรรดานายทุนให้กู้เงิน ผู้ให้เช่านาโรงสี ก็ควรจะร่วมมือช่วยกัน เสียสละกันบ้างในเวลานี้ เพื่อประเทศชาติ เพื่อประชาชน และเกษตรกร ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นปัญหาการเมืองไปเสียทั้งหมด ที่ผ่านมาไม่ใช่การเมือง อะไรที่เป็นการทำถูกหรือผิดกฎหมายก็ไปว่ากันมา
“หลายอย่างที่เราแก้ที่ปลายเหตุ โดยใช้เงินแก้ปัญหาอย่างเดียว มันเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว ถ้าเราไม่รู้จักหาเงิน ไม่เปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจเราใหม่ มันไม่มีเงินมากขึ้นแน่นอน เราจำเป็นต้องแก้ตั้งแต่ต้นทาง ตั้งแต่เกษตรกร พ่อค้าคนกลาง โรงสี เพื่อไปสู่การแข่งขันตลาดต่างประเทศ รัฐบาลต้องพิจารณาหลายด้าน ใช้เวลาในการตัดสินใจ ก็ขอให้ทุกคนพยายามเข้าใจบ้าง ผมเข้าใจความเดือดร้อนของทุกท่านดี” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ส่วนปัญหาราคาข้าวโพด วันนี้เรายังผลิตไม่เพียงพอ และก็เราไม่สามารถจะปล่อยปละละเลยให้ปลูก ในพื้นที่ที่ไม่ถูกต้องได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีการนำเข้า เราก็ขอความร่วมมือจากบริษัท ว่าไม่ให้ซื้อของในพื้นที่ที่ผิดกฎหมาย หรือบนป่าเขาซึ่งเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ จึงขอความร่วมมือบริษัทขนาดใหญ่ ให้มารับซื้อจากแหล่งผลิต ซึ่งมีแหล่งที่มาที่ชัดเจน มีการตรวจสอบดีเอ็นเอ ไม่ใช่ว่าต้องการให้เขามาผูกขาด
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า เมื่อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์น้อย ปลูกไม่พอ ปลูกในพื้นที่ผิดกฎหมาย ซื้อขายไม่ได้ ก็ต้องนำเข้าเพิ่ม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังพยายามหาทางออก หามาตรการที่สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย และพันธสัญญาระหว่างประเทศ ที่เราจะต้องมีการค้าต่างตอบแทนกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศคู่ค้า ไม่ใช่มองว่ารัฐบาลจะเอื้อประโยชน์แก่นายทุน หรือ ผูกขาดให้กับใคร เพราะรัฐบาลนี้มาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น ให้ประชาชนมีทางเลือกด้วยตนเอง
“บริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ ก็ต้องขอร้องว่าวันนี้ที่ท่านจำเป็นต้องใช้ข้าวสาลี มาผสมด้วยเพราะว่าราคาถูกกว่า ต้นทุนถูกกว่า ข้าวโพดก็ไม่เพียงพอ รัฐบาลก็อาจจะต้องจำเป็นทบทวน ทั้งโควต้าการนำเข้าข้าวโพด ข้าวสาลี ทั้งระบบภาษี ว่าจะทำได้มากแค่ไหน ขอความร่วมมือไว้ก่อน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว





