วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ครม.ไฟเขียวหนุน 'อี-เพย์เมนท์'

ครม.ไฟเขียวหนุน "อี-เพย์เมนท์" จุดเริ่ม "สังคมไม่ใช้เงินสด"

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (1 พ.ย.) เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยออกกฎหมายเป็นร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร รวม 2 มาตรการ ดังนี้

มาตรการทางภาษีเป็นไปตามแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอกนิกส์แห่งชาติ (National e-Payment Master Plan) ดังนี้

มาตรการแรก ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายไปเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนในอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยให้เป็นการหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า แบ่งเป็นการหักภาษีเงินได้นิติบุคคล100%และหักราคาค่าเสื่อม100% โดยมีผลถึงวันที่ 31 ธ.ค.2561

มาตรการที่สอง ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่บุคคลธรรมดาและบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินที่ได้จ่ายไปเป็นค่าธรรมเนียมจากการรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยหักค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่าของค่าธรรมเนียมที่มีการจ่ายจริง โดยมาตรการนี้มีผลตั้งแต่วันที่ครม.ให้ความเห็นชอบจนถึงวันที่31ธ.ค.2564

กระทรวงการคลัง ระบุว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ในการชำระเงิน โดยเฉพาะบัตรเดบิตในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันยังมีการใช้บริการในร้านค้าและการติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอกนิกส์สำหรับให้บริการการบัตรเดบิตยังมีจำนวนไม่แพร่หลาย

การสนับสนุนมามาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการใช้บัตรเดบิตดังกล่าวยังเป็นไปตามแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอกนิกส์แห่งชาติ ซึ่งได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในแต่ละโครงการเร่งดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งให้แต่ละโครงการดำเนินการขออนุมัติงบประมาณในแต่ละโครงการโดยตรงและดำเนินการแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบตามแผนยุทธศาสตร์ด้วย

ตามแผนยุทธศาสตร์National e-Payment มีโครงการที่จะมีการขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งเน้นพัฒนาบริการและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการใช้บัตรอิเล็กทรอกนิกส์อย่างครบวงจร ส่งเสริมการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดในภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ รวมถึงเป็นช่องทางในการจ่ายและใช้สวัสดิการซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการแก้ปัญหาและส่งเสริมการใช้บัตรเดบิตตามมาตรการดังกล่าวในระยะต่อไป

ทั้งนี้ กำหนดให้มีการกระจายจุดรับชำระเงินและเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยส่งเสริมให้มีการกระจายอย่างทั่วถึง รองรับการออกบัตรเดบิตแห่งชาติ (National Debit Card) ในอนาคต และช่วยให้อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)มีช่องทางการชำระเงินด้วยช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ในต้นทุนที่ต่ำลง จะมีการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งบริษัทกลางขึ้นมา ทำหน้าที่ในการกระจายจุดรับชำระเงินด้วยเดบิตเพื่อไม่ให้ผูกขาดอยู่เฉพาะสถาบันการเงินเท่านั้น

สภาพแวดล้อมของไทยในปัจจุบันพบว่ายังมีข้อจำกัดที่ทำให้การใช้บัตรเดบิตยังไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากประชาชนยังไม่คุ้นเคยกับการใช้บัตรเดบิตเพื่อชำระเงินค่าสินค้าและบริการ แต่ส่วนใหญ่ใช้เฉพาะการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มเท่านั้น

ประกอบกับร้านค้าที่รับการชำระเงินผ่านเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับบัตรเดบิตยังมีไม่แพร่หลาย และกระจุกตัวอยู่ในเขต กทม. ปริมณฑล และเมืองใหญ่ ผู้ประกอบการยังคงมีต้นทุนสูงในการวางและติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งมีภาระค่าธรรมเนียมส่วนลดร้านค้า (Merchant Discount Rate:MDR) จากการรับชำระบัตรและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องในอัตราสูงเท่ากับบัตรเครดิต ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ไม่สามารถรับภาระได้

ดังนั้น จึงเห็นควรที่จะมีมาตรการให้สิทธิประโยชน์แก่ร้านค้าที่เป็นเอสเอ็มอีที่รับชำระเงินผ่านอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์รับชำระเงินทางอิเล็กทรอกนิกส์ของผู้ให้บริการรายใดก็ตาม

กระทรวงการคลังประเมินว่าโครงการขยายการใช้บัตรเดบิตจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาระบบE-Paymentซึ่งเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐสามารถขยายระบบการจ่ายสวัสดิการและเงินช่วยเหลือจากภาครัฐไปสู่ประชาชนโดยตรงและส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการชำระเงินจากเงินสดไปสู่การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างทั่วถึง แพร่หลาย และเอื้อต่อการสร้างสังคมที่เป็นสังคมไม่ใช้เงินสด (Cashless Society) ซึ่งจะช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน และพัฒนาศักยภาพของภาคธุรกิจ และประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ากระทรวงการคลังไม่ได้มีการประเมินผลกระทบที่เกิดจากการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและหักค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมในการติดตั้งเครื่องรูดบัตรเดบิตเป็นตัวเงิน แต่ได้มีการหารือว่าการสนับสุนนให้มีการใช้บัตรเดิบิตในการชำระค่าสินค้าและบริการมากขึ้น จะส่งผลดีต่อโครงสร้างการชำระเงินของประเทศไทย และช่วยสนับสนุนการทำบัญชีอย่างถูกต้องตามมาตรฐานบัญชีเดียวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทั่วประเทศมากขึ้น

"จะส่งผลดีต่อระบบการเงินของประเทศไทยและส่งเสริมให้ฐานภาษีในอนาคตมีความยั่งยืนในระยะยาวด้วย”