"ผบ.ตร." แถลงสรุปการจราจร-รปภ.เรียบร้อยดี ย้ำ "นายกฯ" ห่วงมิจฉาชีพ-เด็กหาย มั่นใจเปิดให้ชมวัดพระแก้ว 1 พ.ย. ไม่กระทบการเข้าถวายบังคมพระบรมศพ
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงภาพรวมการอำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้กับประชนชนที่เดินทางมาถวายสักการะ พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ช่วงวันที่ 29-30 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของตำรวจใช้เจ้าหน้าที่ 3,000-3,500 นาย กระจายอยู่ตามจุดคัดกรองต่างๆ บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง ซึ่งภารกิจของตำรวจมีด้วยกัน 3 ส่วน คือ การถวายความปลอดภัยให้กับพระบรมวงศานุวงศ์ และแขกต่างประเทศ ,อำนวยความสะดวกด้านจราจร และการดูแลความปลอดภัยทั้งชีวิตและร่างกายของประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ ซึ่งทั้งหมดนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม เป็นต้นมา โดยทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
"สำหรับข้อห่วงใยในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องการจราจร แต่เป็นการจัดคิวให้กับประชาชนที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ปรับตามสถานการณ์ ส่วนจะมีการขยายเวลาเพิ่มหรือไม่นั้นขณะนี้อยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกับทหาร ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักเรื่องการจัดคิว ส่วนกรณีที่มีการตรวจยึดมีด คัตเตอร์ และกรรไกร จำนวนมากตามจุดคัดกรองนั้น ไม่ได้เป็นการนำมาก่อเหตุแต่คงเป็นลืมและติดตัวมาด้วย เจ้าหน้าได้พยายามสแกนบุคคลที่เข้ามาอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ซึ่งตั้งแต่วันที่14 ตุลาคมที่ผ่านมาจนกระทั่งขณะนี้ทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีอะไรน่าห่วง แต่เพื่อความไม่ประมาทได้จัดเจ้าหน้าที่สายตรวจตระเวน บริเวณรอบนอกในระยะ10 กิโลเมตรด้วย" พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนเรื่องข้อห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้กำชับกับตนโดยตรงไว้ 4 เรื่อง คือ เรื่องการจราจร เรื่องมิจฉาชีพ เรื่องเด็กหาย พลัดหลง และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้สามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้ ถ้าเปรียบเทียบกับจำนวนคนที่เข้ามาถวายสักการะพระบรมศพ ก็ดูแลได้เป็นอย่างดี มีเจ้าหน้าที่ประจำจุดคัดกรองทั้งหมด 9 จุด ทั้งในบริเวณด้านใน และรอบนอกสนามหลวง ซึ่งที่ผ่านมายังไม่พบอาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมายที่ร้ายแรงแต่อย่างใด
ด้าน พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รรท.รอง ผบ.ช.น.) กล่าวว่า สำหรับจำนวนประชาชนที่เดินทางถวายสักการะพระบรมศพ ในวันที่ 29 ตุลาคม มีประชาชนเดินผ่านจุดคัดกรองประมาณ 190,000 คน และในวันที่ 30 ตุลาคม มีประมาณ 150,000 คน ซึ่งในจำนวนนี้อาจจะมีประชาชนหลายคนเดินเข้าออกหลายจุดคัดกรอง ทำให้ไม่สามารถนับจำนวนที่ชัดเจนได้ แต่ถ้านับจำนวนประชาชนจริงคาดว่าประมาณเกือบ 1 แสนคน อย่างไรก็ตามวันพรุ่งนี้ (1พ.ย.) จะเปิดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้าชมภายในพระบรมมหาราชวังในส่วนของวัดพระแก้วเป็นวันแรก ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินเข้าในประตูวิเศษไชยศรี และจะให้ประชาชนที่จะเข้าถวายสักการะพระบรมศพ เข้าทางฝั่งประตูมณีนพรัตน์แทน เนื่องจากบริเวณประตูวิเศษไชยศรี จะมีจุดคัดกรองการแต่งกายของนักท่องเที่ยว โดยเส้นทางการเข้าชมสถานที่ในพระบรมมหาราชวังจะไม่กระทบกับเส้นทางที่ประชาชนจะเข้าถวายบังคมพระบรมศพ
“การแต่งกายของนักท่องเที่ยวนั้น ได้ประสานไปยังกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ช่วยประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์ โดยให้แต่งกายด้วยความเหมาะสม และใม่ให้นักท่องเที่ยวนำกระเป๋าติดตัวมามาก ซึ่งจะเป็นปัญหาล่าช้าในการตรวจคัดกรอง แต่อยากให้นำหนังสือเดินทางมาด้วยเพื่อเป็นการยืนยันตนตน”พล.ต.ต.จิรพัฒน์ กล่าว
ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า กรณีที่มีประชาชนนำของบริจาคที่ได้รับภายในพื้นที่สนามหลวงไปจำหน่ายต่อนั้น จะบอกว่าเป็นความผิดก็คงไม่ได้ เป็นเพียงการกระทำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์ และนำตัวมาทำประวัติ พร้อมทั้งทำความเข้าใจว่าไม่ควรแบบนี้ ส่วนการจัดการคนเร่ร่อนบริเวณสนามหลวงที่อาจจะทำให้ประชาชนบางส่วนกลัวนั้น ทางกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เป็นหน่วยงานดำเนินการในส่วนนี้ โดยให้นำบุคคลเร่ร่อนไร้ที่พึ่งไปสู่กระบวนการที่จะต้องออกไปจากพื้นที่และจัดการในส่วนของสวัสดิการและอาหารการกินให้เรียบร้อย





