ครม.เห็นชอบงบกลาง 1.8 หมื่นลบ. ส่งผ่านลง 74,455 หมู่บ้านทั่วประเทศ นายกฯสั่งเน้นโครงการสร้างงาน-เพิ่มรายได้ ห้ามจัดซื้อครุภัณฑ์-ซ่อมแซมอาคาร
จากบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยที่ชะลอตัวลง เนื่องจากปัจจัยภายในประเทศ รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นในระดับฐานรากในช่วงปลายปี เพื่อหวังจะพยุงเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้ขยายตัวได้ในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัวและยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (25 ต.ค.) เห็นชอบโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐประจำปีงบประมาณ 2560 โดยอนุมัติงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นปี 2560 เพื่อดำเนินการรวมวงเงิน 18,760 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินอุดหนุนทั่วไปแก่หมู่บ้านแห่งละ 250,000 บาท จำนวน 74,655 หมู่บ้าน วงเงินรวม 18,663.75 ล้านบาทและค่าดำเนินโครงการจำนวน 96.25 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการดำเนินโครงการ3เดือน สิ้นสุดในเดือน ม.ค.2560
สำหรับโครงการนี้การดำเนินงานต่อเนื่องขยายผลจากมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล หรือตำบลละ5ล้านบาท และโครงการยกระดับศักยภาพหมู่บ้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐระยะที่ 1 หมู่บ้านละ 200,000 บาท สิ้นสุดโครงการไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2559
กระทรวงการคลัง ได้ระบุวัตถุประสงค์ของโครงการไว้ว่า เพื่อพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ภูมิภาคของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ผ่านโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของหมู่บ้าน หรือการดำเนินกิจการสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้าน ที่เกี่ยวกับการพัฒนาและส่งเสริมการประกอบอาชีพ การผลิตและการตลาดเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้กับประชาชนในหมู่บ้าน
พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้เน้นการกลั่นกรองโครงการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ทำโครงการที่ให้เกิดการกระจายของเม็ดเงิน สร้างการจ้างงาน ก่อให้เกิดรายได้ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่ให้จัดทำโครงการประเภทการจัดซื้อครุภัณฑ์ใหม่ สร้างศาลาการเปรียญ หรือซ่อมแซมอาคารเรียน
“แต่ควรเป็นโครงการที่ช่วยพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง เช่น การสร้างลานตากมันสำปะหลังที่ยังไม่มีในพื้นที่และไม่ให้จัดทำโครงการที่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่มีอยู่แล้วในงบประมาณประจำปีปกติ”
ส่วนกลไกในการดำเนินการนั้น จะให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการดำเนินโครงการ จัดให้มีคณะกรรมการระดับอำเภอในแต่ละพื้นที่ เป็นผู้พิจารณาอนุมัติโครงการที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากประชาคมหมู่บ้านแล้ว ประชาสัมพันธ์รายละเอียดของโครงการให้ประชาชนรับทราบ รวมทั้งสั่งการให้นายอำเภอกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นให้การสนับสนุนด้านต่างเพื่อให้คณะกรรมการหมู่บ้านดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
ธ.ก.ส.ช่วยเกษตรกรปรับหนี้-ลดหนี้
ด้านนายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ธ.ก.ส.ออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าเกษตรกรรายย่อย ด้วยการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อลดภาระหนี้ ทั้งการตัดหนี้สูญ การลดเงินต้น 50% ให้กับเกษตรการที่มีภาระหนี้สินจำนวนมาก รวมทั้งคืนดอกเบี้ยให้กับลูกค้าที่มีประวัติชำระดี 30% เทียบเท่าลดดอกเบี้ยให้ 2.1% เหลือจ่ายดอกเบี้ยไม่ถึง 5% โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 พ.ย.นี้
“ธ.ก.ส.ต้องการช่วยลดภาระหนี้ให้กับเกษตรกร ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรประสบภาวะความยากลำบากทั้งจากปัญหาภัยแล้ง น้ำท่วม โดยขณะนี้ได้ซักซ้อมทำความเข้าใจกับพนักงาน สาขา เพื่อให้สื่อสารกับลูกค้าแล้ว ตอนนี้ก็มีรายชื่อคนที่จะได้รับความช่วยเหลือในแต่ละโครงการแล้ว”
เปิด3โครงการให้กู้ไม่เกิน3แสน
รายงานข่าวธ.ก.ส. แจ้งว่า การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ธ.ก.ส.ครั้งล่าสุด ที่ประชุมได้ชอบให้ ธ.ก.ส.ดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยผ่านระบบ ธ.ก.ส. ให้แก่เกษตรกรลูกค้ารายย่อยที่มีหนี้สินต้นเงินกู้รายละ ไม่เกิน 3 แสนบาท จำนวน 2.89 ล้านคน รวมหนี้สินประมาณ 3.34 แสนล้านบาท ได้แก่ 3 โครงการย่อย ประกอบด้วย
1. โครงการปลดเปลื้องหนี้สินให้เกษตรกรรายย่อย ที่มีเหตุผิดปกติเช่น เสียชีวิต พิการ ทุพพลภาพ เจ็บป่วยเรื้อรัง และมีปัญหาสุขภาพจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ โดยพิจารณาตัดหนี้เงินกู้ออกจากบัญชีเป็นหนี้สูญ ตามหลักเกณฑ์ของ ธ.ก.ส. หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้แก่ทายาทตามศักยภาพ โดยให้ชำระต้นเงิน 50% ภายใน 5 ปี และพักชำระต้นเงินเป็นระยะเวลา 2 ปี หากชำระได้ตามแผนจะลดดอกเบี้ยที่พักไว้ทั้งจำนวน
2. โครงการปรับปรุงโครงสร้างหนี้และลดภาระหนี้ให้เกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่เป็นลูกค้า ธ.ก.ส.มาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีหนี้ภาระหนัก โดยให้ชำระเงินต้น 50% ภายใน 5 ปี และพักชำระต้นเงินเป็นเวลา 2 ปี หากชำระได้ตามแผนจะลดดอกเบี้ยที่พักไว้ 50% สำหรับเกษตรกรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ธ.ก.ส.จะรับทายาท เป็นลูกค้าแทนเกษตรกรรายเดิม หากชำระได้ตามแผนจะลดดอกเบี้ยที่พักไว้ 80% ส่วนต้นเงินที่พักไว้อีก 50% จะพิจารณาตามศักยภาพในภายหลัง
และ 3.โครงการชำระดีมีคืนแก่เกษตรกรที่ไม่มีปัญหาการชำระหนี้ โดยการคืนดอกเบี้ยส่วนที่ลูกค้าส่งชำระ ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2559 - 31 ต.ค.2560 ในอัตรา 30% ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระ และสนับสนุน สินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนกรณีฉุกเฉินจำเป็น (A-Cash) ให้แก่เกษตรกรกลุ่มนี้เพิ่มรายละไม่เกิน 1 แสนบาท วงเงินรวมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท
คลอดมาตรการเพิ่มรายได้ผู้มีรายได้น้อย
นอกจากนี้ยังมี มาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย โดยการสนับสนุนเงินช่วยเหลือให้แก่เกษตรกรที่ได้ร่วม โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ระหว่างวันที่ 15 ก.ค. - 15 ส.ค.2559 ที่ผ่านการรับรองจาก หน่วยงานราชการแล้วจำนวน 2.58 ล้านราย วงเงินรวม 6.54 พันล้านบาท โดยเบิกจ่ายจากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 หรือกรณีใช้เงินทุน ธ.ก.ส.สำรองจ่ายให้ได้รับชดเชยต้นทุนเงินในอัตรา FDR +
คลังพร้อมออกมาตรการเพิ่ม
ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง และมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจต่างๆ ได้ อีกทั้งการดำเนินนโยบายการคลังและการเงินจากภาครัฐที่ยังคงมีความต่อเนื่อง จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจในระยะต่อไปขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานและมีเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง เช่น มาตรการสนับสนุนการเบิกจ่ายของภาครัฐในไตรมาส 4 ปี 2559 โครงการเพิ่มความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทางประชารัฐ และโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย เป็นต้น
นายสมชัย มั่นใจว่า แรงส่งทางเศรษฐกิจในระยะที่ผ่านมา ช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยกระทรวงการคลังจะติดตามภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะดำเนินมาตรการการคลังการเงินเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น
คาดปีนี้จีดีพียังขยายตัวตามเป้า
นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.อยู่ระหว่างประเมินภาพรวมการขยายตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้ใหม่ จากคาดการณ์เดิมที่คาดจะขยายตัวได้ 3.3% โดยนำปัจจัยบวกและปัจจัยลบที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 หรือสิ้นเดือนก.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่คาดจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 4 เข้ามาประเมิน โดยผลการประเมินจะประกาศในช่วงปลายเดือนต.ค.นี้
ทั้งนี้ ในส่วนเศรษฐกิจในต่างประเทศ และภายในประเทศในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก
นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ขณะที่บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในภาคบริการที่มองกันว่าอาจจะชะลอตัวในขณะนี้ สศค.มองว่า ยังมีการใช้จ่ายในภาคอื่นเข้ามาทดแทน เช่น ภาคขนส่ง หรือ การซื้อขายสินค้าต่างๆ เช่น การซื้อขายเสื้อผ้าสีดำ หรือการซื้อสินค้าเพื่อมาบริจาคแก่ประชาชน ที่เข้ามาร่วมงานพระราชพิธี
นายวุฒิพงศ์ กล่าวว่า ในช่วงปลายปีนี้ กระทรวงการคลัง ยังไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ ออกมา โดยมองว่า เม็ดเงินที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากมาตรการต่างๆ ที่ออกมา รวมถึงเม็ดเงินที่จะลงไปยังหมู่บ้านทั่วประเทศตามมติครม.จำนวนหมู่บ้านละ 2.5 แสนบาท จะช่วยพยุงเศรษฐกิจในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน ก็เชื่อว่า ตัวเลขการส่งออกในช่วงปลายปีอาจจะกระเตื้องขึ้น





