“ปิดทองหลังพระ”น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้พระราชทาน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่ทรงประมวลมาจากการทรงงานอย่างหนักและต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทั้งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่จึงเป็นแนวทางสร้างรากฐานเพื่อการพัฒนาได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เลขาธิการมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ บอกว่า มูลนิธิฯได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาชนบทด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาร่วมมือกับชุมชนตลอดจนภาคีภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อทำโครงการพัฒนาพื้นที่ชนบาทในพื้นที่เป้าหมาย 5 จังหวัด โดยมีการดำเนินการมาเป็นเวลา6ปีเต็ม และสามารถพิสูจน์แล้วว่าทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้นแบบ 3,959 ครัวเรือนใน 5 จังหวัดจังหวัดน่าน อุดรธานี เพชรบุรี กาฬสินธุ์ และอุทัยธานีมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
“แม้ว่าจะอยู่ในภูมิภาคที่แตกต่างกัน ก็สามารถนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ปรับอย่างมีคุณประโยชน์”
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญกับน้ำเป็นสิ่งแรก เพราะเมื่อมีน้ำเพียงพอ ประชาชนก็สามารถทำอะไรต่อยอดไปได้มากมาย แต่ถ้าขาดน้ำแล้วก็แทบจะทำอะไรไม่ได้ ซึ่งเมื่อมูลนิธิปิดทองหลังพระฯดำเนินงานตามแนวของพระองค์ ก็ล้วนแต่เห็นผลเป็นประจักษ์ว่าแนวพระราชดำริสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในพื้นที่ที่แตกต่างกันด้วยการดำเนินตามรอย “ศาสตร์พระราชา” น้อมนำแนวพระราชดำริมาใช้ในการพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ เริ่มสร้างต้นแบบการพัฒนาในจังหวัดน่าน ซึ่งมีปัญหาการทำลายป่าอย่างรุนแรงของประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินและสภาพแวดล้อมที่เป็นเขาสูงชัน ไม่มีน้ำเพียงพอ
มูลนิธิฯรณรงค์ให้ประชาชนร่วมกันพัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งด้วยการปรับปรุงฝายที่มีอยู่เดิม สร้างฝายใหม่ วางระบบท่อส่งน้ำ โดยการให้ชาวบ้านมามีส่วนร่วม เป็นอีกหัวใจหนึ่งในแนวพระราชดำริที่พระราชทานไว้ คือ ระเบิดจากข้างใน หมายความว่าชาวบ้านจะต้องมีความต้องการพัฒนาและเข้ามาร่วมเป็นเจ้าของงาน
“การพัฒนาแหล่งน้ำต่าง ๆตามแนว ระเบิดจากข้างใน นอกจากชุมชนจะเห็นด้วยแล้วยังต้องมาลงแรงงานอีกด้วย แต่ผลที่ตามมาคือความรู้สึกเป็นเจ้าของ หวงแหน จึงเกิดการรวมกลุ่มแบ่งหน้าที่กันดูแลแหล่งน้ำให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ยาวนาน”
แหล่งน้ำที่ปรับปรุงจากของเดิมและที่สร้างขึ้นใหม่ ทำให้เกิดพื้นที่เกษตรที่มีน้ำเพียงพอเพิ่มขึ้น 11,596 ไร่ เพิ่มโอกาสในการทำการเกษตรของชุมชนที่นอกเหนือไปจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างในอดีต เกษตรกรได้รับความรู้ในการทำเกษตรที่มีรายได้มากกว่าเดิม แต่ใช้พื้นที่เขาลดน้อยลงกว่าเดิม เช่น การปลูกพริก มะนาว และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ เป็นต้น
ผลลัพธ์จากการพัฒนาตามแนวพระราชดำริดังกล่าวทำให้ชาวบ้าน 1,723 ครัวเรือนในพื้นที่ต้นแบบมีรายได้เพิ่มขึ้น 167 ล้านบาท และมีพื้นที่ส่งคืนเพื่อให้มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ฯเข้าส่งเสริมการปลูกป่าทดแทนของเดิมประมาณ 90,000 ไร่ ภายหลังจากความก้าวหน้าในการนำแนวพระราชดำริไปพัฒนาในจังหวัดน่าน
มูลนิธิชัยพัฒนา ได้แนะนำให้มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ไปพัฒนาในจังหวัดอุดรธานี เนื่องจากอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งสร้างแล้วเสร็จมานานแต่ใช้ประโยชน์ได้น้อยซึ่งการพัฒนาอ่างเก็บน้ำห้วยคล้ายได้กลายเป็นต้นแบบในการพัฒนาอ่างเก็บน้ำตามโครงการพระราชดำริให้ได้มีการใช้ประโยชน์เพิ่มมากขึ้น โดยหลังจากที่ชาวบ้านรอบอ่างเก็บน้ำมาร่วมมือในการสร้างระบบส่งและบำรุงรักษาแหล่งน้ำ ทำให้เกิดโอกาสสร้างรายได้เพิ่ม และหลุดพ้นจากการเป็นหนี้สินในเวลาต่อมา
“อ่างเก็บน้ำและฝายตามพระราชดำริจำนวนมากในทั่วทุกภาคของประเทศมีการใช้ประโยชน์น้อย เพราะเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ก็ไม่มีการดำเนินงานต่อจากในพื้นที่ กลายเป็นที่เก็บน้ำและชาวบ้านได้แต่มองดูน้ำ เพราะฝ่ายต่าง ๆอาจจะไม่ได้ทำงานให้เต็มความสามารถของตนอย่างที่ทรงเตือนอยู่เสมอ”
การพัฒนาแหล่งน้ำ จึงกลายเป็นแนวทางหลักที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ ขยายไปยังกาฬสินธุ์ อุทัยธานี และเพชรบุรี ซึ่งล้วนทำให้เห็นประจักษ์ว่า น้ำคือชีวิต ตามพระราชดำริ ทำให้พื้นที่ต้นแบบในทั้ง5จังหวัดมีพื้นที่รับน้ำเพิ่มขึ้น 20,000 ไร่ และสร้างรายได้เพิ่มรวมกันประมาณ 180 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวพระราชดำรินั้น ทรงมุ่งเน้นการพัฒนาทางสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันให้แก่ชุมชนต่างๆ โดยการพัฒนาโดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคือ ต้องสร้างภูมิคุ้มกันไปพร้อมๆ กัน เพราะเมื่อมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นแล้วแต่หากไม่พัฒนาทางสังคม วัฒนธรรมไปด้วย ก็อาจจะทำให้หลงทิศหลงทาง กลับไปก่อหนี้อีก
นี่คือความสำคัญของภูมิคุ้มกันจากแนวพระราชดำริดังกล่าว จึงเกิดความร่วมมือกัน โดยมูลนิธิมั่นพัฒนา และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่พัฒนาหลักสูตรอบรมทางสังคม ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต้นแบบอุดรธานี และร่วมมือกับพระมหาสุภาพ พระนักพัฒนาในจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อนำแนวพุทธศาสนา เข้ามาสร้างความกลมกลืนของการพัฒนากับวิถีชีวิตจากบทพิสูจน์การนำศาสตร์พระราชของมูลนิธิปิดทองหลังพระมาใช้ปฏิบัติและพัฒนาพื้นที่ ในช่วงต้นปี2559 ซึ่งประเทศไทยประสบกับวิกฤติภัยแล้งอย่างรุนแรง
มูลนิธิฯ จึงร่วมกับรัฐบาลเร่งขยายการพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ต้นแบบ น่าน และอุดรธานี ซึ่งปรากฎว่าชาวบ้านเกิด “ระเบิดจากข้างใน” อย่างแท้จริง จนทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำ 808 โครงการ สามารถแล้วเสร็จภายในเวลาอันสั้น ทำให้มีพื้นที่รอดพ้นจากภัยแล้งเป็นจำนวนมากถึง 138,662 ไร่
บทเรียน 6 ปีของมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ตลอดจนองค์กรและหน่วยงานพัฒนาต่าง ๆ ทำให้เห็นชัดเจนว่าแนวทางการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนนั้น ล้วนเป็นไปตามพระราชดำริที่พระราชทานไว้ว่า“เศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทำให้ประเทศพัฒนาไปได้”โดยกระบวนการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จตามแนวพระราชดำริ
แนวทางการดำเนินงานล่าสุดมูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้หารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อขอให้หอการค้าประจำจังหวัดทั่วประเทศช่วยคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณธรรม และมีความเข้าใจในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามา ร่วมงานพัฒนาชุมชนร่วมกับปิดทองหลังพระฯ โดยขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ช่วยสนับสนุนเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบน้ำ รวมไปการจัดวิธีเชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรให้กับชุมชน เพื่อสร้างรายได้
ถือเป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลในรูปแบบของการทำประชารัฐ พร้อมทั้งช่วยสร้างเศรษฐกิจภายในให้เข้มแข็งด้วย





