"พล.ต.ท.ศานิตย์" เตรียมจัดสถานที่ลงนามถวายอาลัย 88 สน. แนะประชาชนใช้ขนส่งมวลชน พร้อมจัดกำลังป้องกันเหตุมิจฉาชีพ
ที่กองบังคับการตำรวจจราจร(บก.จร.) เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ รองผบช.น. รรท.ผบก.น.1 พล.ต.ต.สุธีร์ เนรกัณฐี รองผบช.น. พล.ต.ต.ปรีชา เจริญสหายานนท์ รองผบช.น. พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา รองผบช.น. พล.ต.ต.มนตรี ยิ้มแย้ม รองผบช.น. พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผบช.น.ดูแลงานจราจร พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร รองผบช.น. พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รองผบช.น.ดูแลความมั่นคง ผบก.น.1 – 9 ผบก.สปพ. ผบก.จร. ผบก.อคฝ. รองผบก.น. ได้ร่วมประชุมสรุปผลการปฏิบัติในการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจรพระราชพิธีอัญเชิญพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพรบรมโกศ โดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
พล.ต.ท.ศานิตย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ภายหลังจากการประชุมได้ข้อมูลว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้ทั้งบช.น. ตั้งแต่กองบังคับการ 1-9 สถานีตำรวจนครบาลทั้ง 88 แห่ง จัดทำสถานที่ลงนามถวายอาลัย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพรบรมโกศ เพื่อให้ประชาชนได้มาลงนาม รวมถึงในสถานที่ราชการอื่นที่สามารถลงนามถวายอาลัยได้ อาทิเช่นตามศาลากลางจังหวัดต่างๆ เพื่อที่จะลดจำนวนประชาชนที่จะเดินทางไปยังพระบรมมหาราชวัง ส่วนการอำนวยความสะดวกด้านการจราจรนั้น ขณะนี้มีการจราจรค่อนข้างติดขัดได้มีแนวคิดในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร อยากให้ประชาชนใช้บริการขนส่งมวลชน โดยเฉพาะการใช้เรือด่วนเจ้าพระยา ที่จะมาลงบริเวณท่าช้าง จะสามารถช่วยทำให้ลดการจราจรติดขัดลงได้ ขอให้มีลงนามถวายอาลัย โดยขอให้หลีกเลี่ยงการใช้รถส่วนตัว
พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าวอีกว่า เกี่ยวกับการดูแลการป้องกันการก่อเหตุคดีอาชญากรรมนั้น ได้สั่งการให้ดูแลเรื่องเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมตามปกติ โดยเฉพาะบริเวณที่มีประชาชนค่อนข้างหนาแน่นบริเวณพระบรมมหาราชวังให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่บก.น. 6 สน.พระราชวัง รับผิดชอบออกตรวจตราเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ ขอให้ประชาชนระมัดระวังการสะพายกระเป๋าถือกระเป๋าด้วย ทั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้ส่งการมีการจัดตั้งที่ทำการส่วนหน้าไว้บริเวณประตูวิเศษชัยศรีเพื่อดูแลความปลอดภัยแล้ว ทางพื้นที่สน.พระราชวัง ได้ดำเนินการจัดตั้งเพื่อดูแลความสะดวกดังกล่าวให้กับประชาชน ส่วนด้านความมั่นคง ทางบช.น.ได้ดำเนินการวางแผนเพื่อให้กรุงเทพมหานครเป็นพื้นที่เขตปลอดภัยหรือเซฟตี้โซน (safety zone) โดยได้สั่งการให้ทำงานเชิงรุกเตรียมกวดขันเฝ้าระวังป้องกันไม่ให้มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น ตรวจสอบบุคคล ยานพาหนะ อุปกรณ์ สถานที่ในพื้นที่ รวมถึงการติดตั้งกล้องวงจรปิดบริวณจุดล่อแหลมต่างๆ ตั้งจุดตรวจจุดสกัด โดยเฉพาะบริเวณศูนย์การค้าต่างๆ ขอให้มีการบันทึกข้อมูลการเข้าออกของรถโดยให้รถกระจกตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย พร้อมทั้งตรวจสอบบัตรประจำตัวขอผู้ขับขี่เท่าที่ทำได้ เพื่อป้องกันด้วยความไม่ประมาท พร้อมทั้งเตรียมออกแผนการป้องกันไว้เพื่อยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ทั่วทั้งบช.น.





