วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยกฎีกาอดีต 'นายกฯยิ่งลักษณ์' สู้คดี กปปส.

ศาลฎีกา ยืน ยกฎีกาอดีต "นายกฯยิ่งลักษณ์" สู้คดี กปปส.ฟ้องระงับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังศาลชั้นต้นเคยตัดสินห้ามใช้ประกาศ 9 ข้อ

นายสวัสดิ์ เจริญผล ทนายความของแกนนำ กปปส. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลแพ่ง ได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่นายถาวร เสนเนียมเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.กลาโหม, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีต รมว.แรงงาน ในฐานะ ผอ.ศรส. และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีต ผบ.ตร. ในฐานะรองผอ.ศรส. เป็นจำเลยที่1-3เรื่องละเมิดเมื่อปี พ.ศ.2557 จากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ กทม. , บางอำเภอใน จ.นนทบุรี , ปทุมธานี และสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 57

นายสวัสดิ์ ทนายความ กล่าวอีกว่า เดิมคดีนี้ศาลชั้นต้น มีพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามซึ่งดำรงตำแหน่งตามฟ้องขณะนั้น ระงับการใช้ประกาศและข้อกำหนดที่ออกตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ รวม 9 ข้อ ซึ่งต่อมาฝ่ายจำเลยทั้งสามก็ได้อุทธรณ์และฎีกา โดยล่าสุดวันที่ 20 ก.ย.ได้มีการอ่านคำตัดสินของศาลฎีกา ที่มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพราะไม่มีเหตุที่จะต้องบังคับการคำพิพากษา กรณีจึงไม่เป็นประโยชน์ที่ศาลจะวินิจฉัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่จำเลยทั้งสามฎีกาอีก ดังนั้นคดีจึงถือว่าสิ้นสุดตามคำพิพากษาฎีกาดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้นายถาวร แกนนำ กปปส. ได้ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ , ร.ต.อ.เฉลิม อดีต ผอ.ศรส. และ พล.ต.อ.อดุลย์ อดีต รอง ผอ.ศรส.เป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง เมื่อปี พ.ศ.2557 เป็นคดีหมายเลขดำ275/2557 เพื่อขอให้ศาลพิพากษา เพิกถอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯ และห้ามใช้กำลังสลายการชุมนุม เนื่องจากออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯนั้นไม่ชอบ เพราะเป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ หลังจากมีการประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.56

ขณะที่ศาลแพ่ง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 ก.พ.57 เห็นว่า แม้ว่าฝ่ายบริหาร จะมีอำนาจดำเนินการออกประกาศและข้อกำหนด ตามพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ได้ แต่ต้องดำเนินการด้วยความเป็นธรรม เสมอภาค รวมทั้งจะต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ ฯบัญญัติไว้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีศาล และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม โดยข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนพยานหลักฐาน ปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่า การชุมนุมของโจทก์และผู้ชุมนุม เป็นไปโดยสงบปราศจากอาวุธ ดังนั้นโจทก์และผู้ชุมนุมย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญฯจึงพิพากษาห้ามจำเลยที่ 1-3 นำประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงฯมาใช้บังคับ และห้ามดำเนินการตามประกาศและข้อกำหนดที่ออกมา รวม 9 ข้อกับโจทก์และประชาชน นับแต่วันที่ 21 ม.ค.57

ต่อมาฝ่ายจำเลยทั้งสามได้ยื่นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยจำเลยได้ยื่นฎีกาอีก ขอให้ศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งศาลอุทธรณ์นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ขณะที่ศาลฎีกา พิจารณาแล้วคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่า ที่ศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ โดยไม่ได้วินิจฉัยขอเท็จจริงและข้อกฎหมายตามที่จำเลยทั้งสามได้ อุทธรณ์นั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ศาลฎีกา เห็นว่า แกนนำ กปปส.โจทก์ ยื่นฟ้อง ขอให้ศาลเพิกถอนประกาศสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงฯ ลงวันที่ 21 ม.ค. 57 และ ข้อให้เพิกถอนประกาศข้อกำหนดทุกฉบับที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ รวมทั้งห้ามจำเลยทั้งสามกระทำการ ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาห้ามจำเลยทั้งสามนำประกาศสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงฯ มาใช้บังคับที่จะออกประกาศและข้อกำหนดอื่น รวมทั้งไม่ให้นำประกาศและข้อกำหนดนั้นมาใช้กับโจทก์และประชาชน โดยห้ามจำเลยทั้งสามกระทำการบางประการด้วย

ซึ่งระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 20 พ.ค.57 มีการประกาศบังคับใช้กฎอัยการศึกทุกท้องที่ของประเทศ และวันที่ 22 พ.ค. 57 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศเข้าควบคุมอำนาจปกครองประเทศ พร้อมกับออกประกาศให้รัฐธรรมนูญฯ พ.ศ. 2550 สิ้นสุดลง และยังได้ออกประกาศฉบับที่ 7 /2557 ห้ามไม่ให้มีการมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใด ๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป โดยให้ผู้ชุมนุมทางการเมืองเดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งผู้ชุมนุมทางการเมืองทุกกลุ่มขณะนั้นได้ยุติ และสลายการชุมนุมหมดแล้ว

ดังนั้น ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ฯ ดังกล่าวตามฟ้อง รวมทั้งบรรดาประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนดอื่นที่ออกตามประกาศดังกล่าว ซึ่งมีข้อความขัดกับกฎอัยการศึกนั้นย่อมต้องระงับไป โดยใช้บทบัญญัติของกฎอัยการศึกแทน และเมื่อ คสช. เข้าควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศโดยประกาศให้ผู้ชุมนุมทางการเมือง เดินทางกลับภูมิลำเนาซึ่งได้มีการยุติและสลายการชุมนุมหมดสิ้น จึงไม่มีเหตุที่จะต้องบังคับการคำพิพากษาของศาลชั้นต้นอีก ดังนั้นศาลอุทธรณ์เห็นว่ากรณีจึงไม่เป็นประโยชน์ที่จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามอีกต่อไป

ซึ่งศาลฎีกา เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้ง สามฟังไม่ขึ้น จึงให้พิพากษายืนตามที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งดังกล่าว