การเปิดทางสู่“นายกคนนอก”กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีกครั้ง
หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยตีกลับร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติโดย “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.)”
ทั้งนี้ 2 ประเด็นที่ศาลได้ให้กรธ.ไปปรับแก้ไขคือประเด็นแรกในมาตรา 272 วรรคสอง ที่ระบุถึง กรณีไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอได้นั้น
แต่เดิมให้สิทธิ ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เสนอต่อประธานรัฐสภาเพื่อยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองได้
ประเด็นนี้ศาลเห็นว่าควรเป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่จะต้องเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องดังกล่าวตามเจตนารมณ์ของผลการออกเสียงประชามติ จึงให้กรธ.ต้องแก้ไขใหม่เป็น
สมาชิกรัฐสภาจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภามีสิทธิเสนอขอยกเว้นการเสนอชื่อนายกฯจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองได้
ประเด็นนี้มีการตีความไปถึงขั้นว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวเปิดช่องให้ส.ว.มีสิทธิในการเสนอชื่อนายกฯด้วยหรือไม่ ทั้งนี้หากดูจากมาตรา272 จะเห็นว่ามีประเด็นที่ศาลไม่ได้ไปแตะต้องคือ กระบวนการหลังจากที่รัฐสภามีการขอยกเว้นบทบัญญัติดังกล่าวแล้วก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอชื่อบุคคลซึ่งการเสนอชื่อบุคคลยังคงเป็นไปตามกระบวนการตามมาตรา272 วรรคหนึ่งเดิมที่ระบุว่า
“ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 268 การให้ความเห็นชอบเสนอบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ให้ดำเนินการตามมาตรา 159 เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา และมติที่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลใด ให้เป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 วรรคสาม ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา”
หากดูจากบทบัญญัติดังกล่าวเท่ากับว่าสิทธิในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรียังเป็นของส.ส.เช่นเดิม
ถัดมาประเด็นที่2คำวินิจฉัยศาลระบุว่าในประเด็นที่กรธ.กำหนดในมาตรา 272 วรรคหนึ่งและวรรคสองบัญญัติ ว่า“ในวาระเริ่มแรก”เมื่อมีการเลือกส.ส.ตามมาตรา 268 แล้ว หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกฯจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองที่แจ้งไว้ ตามมาตรา 88 ไม่ว่าด้วยเหตุใด ส.ส.จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เข้าชื่อเสนอต่อประธานรัฐสภา มีมติยกเว้นไม่ต้องเสนอชื่อนายกฯจากบัญชีพรรคการเมืองนั้น
ศาลเห็นว่า การกำหนดระยะเวลาวันเริ่มนับกำหนดเวลาตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ต้องสอดคล้องกัน
นอกจากนี้เพื่อให้ได้นายกฯเข้ามาทำหน้าที่บริหารราชการในช่วงระยะเวลาเดียวกัน และสามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆสำเร็จบรรลุผลตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ และเจตนารมณ์ที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน
ดังนั้นประเด็นที่กรธ.จะต้องกลับไปปรับแก้คือ การกำหนดเวลาและวันเริ่มนับเวลาตามร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 272 วรรคหนึ่งและวรรค 2จากเดิมที่ระบุว่า“ในวาระเริ่มแรก”เป็น“ในระหว่าง 5 ปีแรก”นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดีคำวินิจฉัยในประเด็นที่2 นั้นดูเหมือนว่า จะผิดคาดเพราะเมื่อศาลมีคำวินิจฉัยเช่นนี้เท่ากับว่า การเปิดทางสู่“นายกฯคนนอก”สามารถทำได้ในช่วง 5 ปีแรกไม่ว่าจะเป็นช่วงใด ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินเพียง 1ปี 2ปี แล้วยุบสภา ก็สามารถเลือกนายกฯคนนอกเข้ามาบริหารประเทศได้
หรือหากรัฐบาลอยู่ครบเทอมคือ 4 ปี บทบัญญัติดังกล่าวก็ยังเปิดช่องให้สามารถเลือกนายกฯคนนอกได้อีกในช่วงที่2ของสภาฯอีก 1 สมัย และบุคคลที่ปรากฏชื่อมาแรงที่สุดในขณะนี้คงหนีไม่พ้น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันอย่าง“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”ที่มีการมองว่าอาจจะเป็นนายกฯได้นานถึง 8 ปีก็เป็นได้
ในอนาคตอะไรก็เกิดขึ้นได้และหากเป็นเช่นนั้นจริงคงต้องดูต่อไปว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะอยู่อย่างไรให้เป็น“ประชาธิปไตยที่สง่างาม”ตามที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้!





