กทม.เดินหน้าเจรจาชุมชน “ป้อมมหากาฬ” วอนปชช.เร่งย้ายก่อนธ.ค.นี้ แนะให้เจ้าของบ้านที่ยินยอม แจ้งความดำเนินคดี กลุ่มขัดขว้างการรื้อถอน
ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานแถลงข่าวแนวทางการพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์บริเวณป้อมมหากาฬ โดยมีนายวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายยุทธพันธุ์ มีชัย ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าฯกทม. นายภัทรุฒม์ ทรรทรานนท์ รองปลัดกทม. ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย และนายอัครพล รามโกมุท ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ร่วมแถลงข่าว
พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า ป้อมมหากาฬเป็นพื้นที่อนุรักษ์ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ และเมืองเก่า ตั้งแต่ปี 2519 เป็นต้นมา โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้กทม.ดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณป้อมมหากาฬ และได้มีพระราชกฤษฎีกาเวนคืนที่ดินบริเวณนี้ตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งกทม.ได้เวนคืนเสร็จเรียบร้อย และได้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินและเจ้าของอาคาร รวม 102 หลัง โดยที่ดินทั้ง 21 แปลง ตกเป็นของกทม.เพื่อใช้ประโยชน์สาธารณะตั้งแต่ปี 2537 จากนั้นคนในชุนชนได้ทยอยย้ายออกไปเรื่อยๆ จนถึงปี 2558-2559 มีทั้งหมด 61 หลัง ซึ่งตามผังเดิมทั้งหมดมีเพียง 56 หลัง แต่มีบ้านบุกรุกเพิ่มจำนวน 5 หลัง ซึ่งเมื่อวันที่ 3-4 ก.ย.ที่ผ่านมา กทม.ได้ดำเนินการรื้อถอนบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างภายในชุมชนป้อมมหากาฬที่สมัครใจไปแล้ว 18 หลัง
พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีประชาชนแจ้งความจำนงค์ยินยอมย้ายออกอีก 10 หลัง จากที่เหลืออีก 43 หลัง ซึ่งเจ้าของจะเป็นผู้ดำเนินการรื้อถอนเอง โดยประสานมายังกทม.ให้ช่วยขนย้ายข้าวของ และหากระหว่างเจ้าของบ้านรื้อถอน มีคนในชุมชนที่คัดค้าน มาขัดขว้าง เจ้าของบ้านมีสิทธิ์ที่จะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่มาขัดขวางได้ เนื่องจากเป็นทรัพย์สมบัติของตัวเอง โดยยังมีกลุ่มที่ยังไม่ยินยอมเจรจาและรื้อย้าย มีจำนวน 7 หลัง อย่างไรก็ตาม กทม.ยังคงต้องเดินหน้าพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ต่อไป โดยจะเข้าเจรจากับชาวชุมชนเพื่อขอความร่วมมือจากผู้อาศัยชุมชนป้อมมหากาฬ ร่วมกันทำในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองโดยส่วนรวม โดยกทม.ขอความร่วมมือให้รื้อย้ายบ้านหลังที่เหลือ ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธ.ค.นี้ ซึ่งทางชุมชนจะดำเนินการรื้อย้ายเอง หรือกทม.ยินดีให้ความช่วยเหลือในการขนย้ายทรัพย์สินแก่ผู้ประสงค์ไปยังที่อยู่ใหม่
นายวัลลภ ที่ผ่านมา กทม.ได้ถูกเป็นจำเลยฟ้องร้องคดีการรื้อย้ายชุมชนมาหลายครั้ง ซึ่งคำพิพากษาแต่ละครั้งก็ยืนยันให้กทม. ดำเนินการตามกฎหมาย ได้แก่ ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาเห็นว่า ชุมชนที่ฟ้องคดี ในปี 2547 ได้ตกลงทำสัญญาและรับเงินค่าทดแทนไปแล้ว โดยตกลงจะรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างออกไป เมื่อต่อมาเจ้าของไม่ยอมรื้อถอน กทม. จึงสามารถเข้าดำเนินการรื้อถอนโรงเรือนสิ่งปลูกสร้างตามสัญญา ส่วนศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องชุมชน 30 คน ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนประกาศให้ชุมชนรื้อย้าย และเพิกถอนชุมชนออกจากแผนแม่บทการอนุรักษ์ และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์และเมืองเก่า เนื่องจากผู้ฟ้องคดี 18 คน ไม่ได้เป็นผู้มีสิทธิ์ตามกฎหมายเวนคืน 4 คน เป็นเจ้าของอาคาร ซึ่งเคยทำสัญญารับเงินและกรรมสิทธิ์ตกเป็นของกทม.แล้ว ส่วนอีก 8 คนเป็นเพียงผู้อาศัยไม่ใช่เจ้าของ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นต่อกรณี “ชุมชนบ้านไม้โบราณป้อมมหากาฬ” ว่ากทม.มีพันธะในอันที่จะต้องนำที่ดินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืน จะนำไปให้ชุมชนอยู่อาศัยไม่ได้ เพราะขัดต่อกฎหมาย และหลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลตามรัฐธรรมนูญ
“นอกจากนี้ทางสำนักงานผู้ตรวจราชการแผ่นดิน แจ้งว่ากทม.ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเวนคืน และขอให้กทม.ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 18 เม.ย.2545 ส่วนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) มีหนังสือติดตามผลการดำเนินโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณป้อมมหากาฬ เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนว่า กทม.ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยเวนคืนที่ดินแล้วไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์”นายวัลลภ กล่าว
ด้านนายภัทรุฒม์ กล่าวว่า สำหรับการพัฒนาพื้นที่เพื่อเป็นสวนสาธารณะ จะเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่ในพื้นที่ และอนุรักษ์บ้านไม้โบราณ จำนวน 4 หลัง ใช้เป็นพื้นที่เรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ มีการจัดกิจกรรมที่แสดงถึงวิถีการดำเนินชีวิตของคนพื้นที่รัตนโกสินทร์ในอดีต มีการบริหารอย่างยั่งยืน เพื่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์เกาะรัตนโกสินทร์ในอดีต รวมถึงการขุดค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่โดยรอบป้อมมหากาฬและแนวกำแพง เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับ นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ทั้งนี้ กทม.พร้อมให้ความช่วยเหลือชาวชุมชนในการรื้อถอนรวมทั้งการขนย้ายไปยังที่แห่งใหม่ จากนั้นจะดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์ หารือรูปแบบควบคู่กับการอนุรักษ์ป้อมมหากาฬและกำแพงเมือง เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และสถานที่พักผ่อนหย่อนใจแก่ประชาชน
รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีที่ทางชุมชนยื่นข้อเรียกร้องขอแบ่งปันที่ดิน โดยการเช่าที่ดินบริเวณป้อมมหากาฬ ประมาณ 1 ไร่ เพื่ออยู่อาศัยในลักษณะชุมชนในสวนสาธารณะ โดยมีนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ สถาบันและองค์การเอกชนในการสนับสนุนและร่วมผลักดันตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากผู้บริหารในระดับรัฐบาลและกทม.มาตลอดนั้น ขณะเดียวกันพบว่า ขณะนี้ก็มีการยื่นข้อเรียกร้องต่อผู้บริหารกทม.ชุดนี้เช่นกัน ทั้งรูปแบบของชุมชนกับสวนสาธารณะยังไม่อาจถือเป็นบทสรุปได้ชัดเจนว่า หากยอมตามข้อเสนอของชุมชนแล้วจะก่อให้เกิดผลดีต่อส่วนรวม ทั้งนี้ ชุมชนป้อมมหากาฬไม่อาจถือได้ว่าเป็นชุมชนโบราณและหรือมีลักษณะพิเศษเฉพาะของชุมชนเช่นชุมชนโบราณอื่นๆ ประชากรภายในชุมชนก็ไม่ใช่ทายาทหรือผู้เกี่ยวข้องกับเจ้าของที่ดินเดิม ซึ่งสืบต่อเชื้อสายลงมา
“การพิจารณาข้อเรียกร้องของชุมชนป้อมมหากาฬ จึงต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดเป็นตัวอย่างแก่ชุมชนอื่นๆ จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนากรุงเทพฯเป็นอย่างมาก”รายงานข่าวระบุ





