จากกรณีประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้พิจารณารายงานการปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงานที่มีธรรมาภิบาลในภาครัฐ
และรายงานการปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงานที่มีบรรษัทภิบาลในภาคเอกชน ซึ่งนำเสนอโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธาน กมธ.
โดยสาระสำคัญในมาตรการสร้างระบบธรรมาภิบาลในภาครัฐ คือ ให้รัฐบาลสั่งการและดำเนินการให้ทุกหน่วยราชการยกระดับศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต(ศปท.) เป็นหน่วยงานกำกับ ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติของหน่วยงานในมาตรการปราบปรามการทุจริต ขณะเดียวกันในกระทรวงต่างๆ ต้องส่งเสริมการรวมตัวของกลุ่มข้าราชการ เป็นหน่วยเฝ้าระวังการทุจริตภายในองค์กรและมีมาตรการคุ้มครองการรวมกลุ่มดังกล่าวด้วย
รวมทั้งมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงาน ที่มีบรรษัทภิบาลในภาคเอกชน มีข้อเสนอสำคัญ อาทิ เพิ่มบทลงโทษกรรมการบริษัท กรณีที่ใช้ข้อมูลวงในหาประโยชน์จากการค้าหุ้น โดยแก้ไขพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยเพิ่มโทษจำคุกจาก 2 ปีเป็น 5 ปี และเพิ่มโทษปรับจาก 2 เท่าของประโยชน์ที่ได้รับเป็น 2 เท่าของมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์
นายธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา นักวิชาการประจำวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะคณะอนุกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การบริหารหลักธรรมาภิบาลจะต้องใช้หลักเศรษฐศาสตร์ด้วย จะไปบังคับขู่เข็ญ ก็จะยิ่งมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่ทุกวันนี้ก็มีปัญหาอยู่แล้ว การบังคับใช้เรื่องการแสดงบัญชีทรัพย์สินข้าาราชการที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง ยังไม่ชัดเจน
“ ที่ผมคุ้นเคยเกี่ยวข้องเรื่องทรัพยากรน้ำ มันไม่ใช่แค่เรื่องจัดซื้อจัดจ้างที่มีปัญหา แต่ก็ยอมรับกันว่าเป็นจุดอ่อน แล้วคำถามคือเรื่องทุจริตมีแค่ตรงนี้หรือ ต่างจังหวัดมีปัญหาในส่วนอื่นๆด้วย ในเรื่องการหาพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำ มีปัญหาในเรื่องบุกรุก เพราะที่ดินของไทยมีหลายเจ้าของหลายหน่วยงาน อย่าไปคิดว่าการทุจริตมีมากกว่าตรงนี้ เพราะทุจริตในบางมุมมันคือเรื่องของการลุแก่อำนาจ การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลก็ไม่สามารถเดินหน้าไปได้ เพราะมีการมาคอยจับผิดหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างแบบนี้ ”
0 ชี้แก้ปัญหาที่ปลายน้ำ
นายธัชเฉลิม มองการเสนอของสปท. ครั้งนี้ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายน้ำ แต่อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ไม่แก้เลย สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำที่ต้นน้ำ ซึ่งอยู่ในสภานิติฐัญญัติแห่งชาติ วาระที่ 3 เรื่อง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง เรื่องนี้แก้ที่ต้นน้ำ เพราะการจัดซื้อจัดจ้างมีความหละหลวม เพราะแต่ละหน่วยงานออกกฎเป็นของตัวเอง กลายเป็นทุจริตเชิงนโยบาย ตอนนี้ก็มีการคัดค้านการรวมศูนย์อำนาจการจัดซื้อจัดจ้าง
“ทำให้คิดว่าเราต้องการแบบสิงคโปร์ใช่ไหม เพราะเขาทำแบบนั้น แต่ถามว่าเราทำได้ไหม ก็มีทางรวมศูนย์ได้ ผ่านการใช้ระบบฐานข้อมูลกลาง แต่ระบบต่างของเราเองก็หย่อนยานไปหมด ถ้าต้องปฎิรูป สงสัยจะต้องยกเรื่องทั้งหมด ที่สำคัญศักยภาพของเราทำได้ถึงขั้นนั้นหรือเปล่า ”
0 แนะสุ่มตรวจบัญชีทรัพย์สิน
ทางออกในการแก้ปัญหาการตรวจสอบบัญชีทรัพย์ นายธัชเฉลิมแนะว่า ควรใช้วิธีการสุ่มตรวจบัญชีทรัพย์สิน เพราะจะต้องโดนตรวจกันหมด รวมทั้งการ
เพิ่มบทลงโทษกรรมการบริษัท กรณีที่ใช้ข้อมูลวงในหาประโยชน์จากการค้าหุ้น โดยแก้ไขพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยเพิ่มโทษจำคุกจาก 2 ปีเป็น 5 ปี และเพิ่มโทษปรับจาก 2 เท่าของประโยชน์ที่ได้รับเป็น 2 เท่าของมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ นายธัชเฉลิมเห็นด้วย และยังขอให้มีการดำเนินการที่รวดเร็วในส่วนของกระบวนการพิจารณา
ไม่ใช่จำเลยตายไปแล้ว เพิ่งมาตัดสิน ต้องเอาแบบจองเกาหลีใต้ พิจารณา 3 เดือนตัดสินทันที
0 ติงยกระดับปราบโกงเสียเวลา
อีกประเด็นหนึ่่งเรื่องการยกระดับการปราบโกง รวมทั้งให้ข้าราชการจับตาการกระทำการทุจริต ซึ่งเขามองว่าเป็นเรื่องเสียเวลา เพราะมีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ( สตง. ) อยู่แล้ว และสิง่ที่าจะเกิดขึ้นเป็นความขัดแย้งในทฤษฎี เพราะถ้าคุรจะเอาความโปร่งใสทุกขั้นตอน ก็จะนำมาซึ่งความไร้ประสิทะิภาพ ฉะนั้นต้องมาดูว่าภารกิจเร่งด่วนที่สำคัญมีอะไร ซึ่งต้องดูว่าอะไรที่จะนำพาระบบที่วางขึ้นมาให้มันไปรอดได้
“ ประเทศที่พัฒนาแล้ว ทำการแก้ไขตรงนี้ เขาจะดูที่คนเป็นหลัก แต่ถ้าข้าราชการไทยยังเป็นแบบนี้ เช้าชามเ็นชาม ก็ไม่รอด แล้วที่มีปัญหามากสุดคือการโยกย้ายแต่งตั้ง ถ้าไม่แก้ในจิตสำนึก เหมือนที่มี สปท. ท่านหนึ่ง คือ นางถวิลดี บุรีกุล อภิปรายในการพิจารณากฎหมายว่า มันขาดการสร้างจิตสำนึก ทำไมต้องไปขี่ช้างเองเพื่อไล่จับตั๊กแตน ทำไมไม่สร้างให้ช้างจับตั๊กแตนเอง ”





