วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กทม.ซ่อมรถดับเพลิงล็อตแรกเสร็จแล้ว

กทม.ซ่อมรถดับเพลิงล็อตแรก 35 คัน ทยอยออกใช้งานสิ้นก.ย.นี้ เร่งเจรจาค่าที่จอด "นามยงค์" ยื้อจ่าย 200 ล้าน ก่อนขึ้นศาลไกล่เกลี่ยครั้งสุดท้าย

ที่กองโรงงานช่างกล สำนักการคลัง กรุงเทพมหานคร(กทม.) ดินแดง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง รองผู้ว่าฯกทม. พร้อมนายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองปลัดกทม. นายชุมพล ชาวเกาะ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าการซ่อมบำรุงรถดับเพลิงชนิด 4x4 พร้อมเครื่องสูบน้ำชนิดแบกหาม จำนวน 20 คัน ภายหลังกทม.ได้เคลื่อนย้ายรถดับเพลิง จำนวน 176 คัน พร้อมอุปกรณ์ ออกจากที่ดินและโรงงานบริษัทเทพยนต์ แอโรโมทีฟ จำกัด เมื่อวันที่ 31 ส.คที่ผ่านมา

พล.ต.อ.อัศวิน กล่าวว่า วันนี้กองโรงงานช่างกล สำนักการคลัง ได้ซ่อมบำรุงรถรถดับเพลิงชนิด 4x4 พร้อมเครื่องสูบน้ำชนิดแบกหาม ยี่ห้อ MITSUBISHI รุ่น L200 แรงม้า 115 เสร็จแล้ว 18 คัน พรุ่งนี้จะซ่อมบำรุงเสร็จอีก 2 คัน รวมเป็น 20 คัน จากจำนวน 72 คัน คาดว่าจะทยอยซ่อมบำรุงเสร็จล็อตแรก 35 คัน ส่งมอบให้สปภ.ไปใช้งานได้ภายในสิ้นเดือนก.ย.นี้ โดยกองโรงงานช่างกล ได้เลือกรถรุ่นดังกล่าวที่มีสภาพเละที่สุดและประเมินว่าราคาซ่อมจะสูงกว่าราคารถ จำนวน 1 คัน เพื่อมาชำแหละชิ้นส่วนต่างๆออกมา ก่อนจะนำไปซื้ออะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ เพื่อนำมาเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่รถที่เหลืออยู่ 71 คัน อาทิ แบตเตอรี่ ยาง ลูกยางขอบกระจกประตูรถ แหนบ เพลา โดยได้ใช้วัสดุอุปกรณ์และแรงงานฝีมือช่างของกองโรงงานช่างกล ซึ่งการซ่อมบำรุงได้ทำตามหลักการทางวิชาการและประสบการณ์ เพื่อให้รถสามารถใช้งานได้อย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป โดยงบประมาณการซ่อมบำรุงเฉลี่ยคันละ ประมาณ 2-3 แสนบาท คาดว่าการซ่อมรถดับเพลิงจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งหมด 71 คัน ภายในเดือน ต.ค.นี้ จากนั้นจะทยอยส่งมอบให้สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำไปใช้งานได้ต่อไป

ส่วนรถดับเพลิงและอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัย อีก 7 ประเภท จำนวน 105 คัน เกินขีดความสามารถที่กองโรงงานช่างกล จะดำเนินการได้ ทั้งในส่วนของอุปกรณ์และการจัดหาอะไหล่ เนื่องจากแต่ละประเภทมีคุณลักษณะเฉพาะทางเทคนิคที่แตกต่างกัน อีกทั้งต้องสั่งชิ้นส่วนอะไหล่จากต่างประเทศในการดำเนินการซ่อมบำรุง จึงต้องหาผู้เชี่ยวชาญมาดำเนินการจัดซ่อม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการจัดหาผู้รับเหมา โดยคาดว่าจะได้ผู้รับเหมาในช่วงเดือนธ.ค.นี้ จากนั้นจะใช้เวลาซ่อมบำรุง เพื่อให้รถทั้งหมดออกมาใช้งานได้ครบทุกคัน ภายในเดือนมี.ค.2560 โดยจะใช้งบประมาณในส่วนนี้ 153 ล้านบาท นอกจากนี้การเจรจาเรื่องค่าเช่าที่จอดรถกับบริษัท นามยงค์ เทอร์มินัล จำกัด (มหาชน) ขณะนี้กำลังเจรจากับบริษัทนามยงค์อีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้นามยงค์ ยืนยันเรื่องค่าเช่าที่จอดไว้ 926 ล้าน แต่ขณะนี้ได้ลดลงเหลือราคา 427 ล้านบาท ขณะที่กทม.สามารถให้ได้แค่ 200 บาทเท่านั้น ซึ่งกทม.ก็จำเป็นต้องต่อรองราคาให้มากที่สุด ก่อนศาลจะนัดไกล่เกลี่ยครั้งสุดท้ายวันที่ 23 ก.ย.นี้

“การเจรจาขอยกเว้นภาษีในส่วนของอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยที่จัดเก็บที่ท่าเรือกรุงเทพ คลองเตย ซึ่งประกอบด้วย ชุดดับเพลิงออกปฏิบัติการ ชุดดับเพลิงเคมี เครื่องช่วยหายใจจำนวน 350 ชุด เครื่องอัดอากาศเครื่องช่วยหายใจจำนวน 5 ชุด และอะไหล่อุปกรณ์อื่นๆ จำนวน 2 ตู้คอนเทนเนอร์ และที่คลังเก็บสินค้าของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นสถานที่เก็บอะไหล่และอุปกรณ์ต่างๆ 3 หีบห่อนั้น ขณะนี้ กทม. ได้ทำหนังสือขอยกเว้นกับกรมศุลกากรแล้ว ซึ่งหากขอยกเว้นภาษีได้จะทำให้กทม.ลดค่าใช้จ่ายไปอีกประมาณ 10 ล้านบาท”พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว

อย่างไรก็ตามกรณีที่นายกรัฐมนตรี ได้ใช้คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 51/2559 เรื่องการดำเนินการกับของ ที่เก็บในเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรีและของที่ใช้เป็นยุทธภัณฑ์เพื่อบรรเทาสาธารณภัย เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้กทม.ประหยัดเงินการจ่ายค่าภาษีไป 1,900 ล้านบาท หากไม่มีคำสั่งดังกล่าวคงไม่ได้นำรถออกมาใช้งาน เนื่องจากกทม.ไม่มีงบประมาณจ่ายในส่วนนี้ อีกทั้งคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ตัดสินให้บริษัทส ไตเออร์ฯ จ่ายเงิน 20.49 ล้านยูโร หรือประมาณ 800 บาทก็ไม่เพียงพอ

ด้านนายสมเกียรติ นนทแก้ว รองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปัจจุบันสปภ.มีรถดับเพลิงและรถกู้ภัย ประมาณ 500 คัน ใช้งานได้จริง 60-70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ผ่านการใช้งานมาแล้ว 20 ปี ซึ่งปกติแล้วรถจะมีอายุการใช้งาน 15-20 ปีเท่านั้น เมื่อได้รับส่งมอบรถดับเพลิงและรถกู้ภัย ทั้ง 176 คัน สปภ.จะปลดประจำการรถดับเพลิงและรถกู้ภัย โดยจะจำหน่ายตามขั้นตอนระเบียบพัสดุต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นพล.ต.อ.อัศวินได้นำสื่อมวลชน ตรวจการจัดซ่อมรถดับเพลิงพร้อมทั้งสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อทดสอบระบบพื้นฐาน ซึ่งรถดับเพลิงส่วนใหญ่ที่ซ่อมแซมและผ่านการขัดสีแล้วอยู่ในสภาพใช้งานได้ แต่ทางเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบภายในอีกครั้ง ก่อนที่จะส่งประจำสถานีดับเพลิงต่อไป

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครได้เคลื่อนย้ายรถดับเพลิง จำนวน 176 คัน พร้อมอุปกรณ์ ออกจากที่ดินและโรงงานบริษัทเทพยนต์ แอโรโมทีฟ จำกัด เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 59 ทั้งหมด 8 ประเภท ประกอบด้วย 1.รถดับเพลิงเคมี ยี่ห้อ STEYR รุ่น H25 แรงม้า 364 จำนวน 7 คัน 2.รถบรรทุกเครื่องช่วยหายใจพร้อมเครื่องอัดอากาศ ยี่ห้อ STEYR รุ่น L75 แรงม้า 225 จำนวน 2 คัน 3.รถดับเพลิงชนิดมีหัวฉีดน้ำ ขนาด 2,000 ลิตร ยี่ห้อ STEYR รุ่น L75 แรงม้า 225 จำนวน 77 คัน 4.รถกู้ภัยขนาดกลาง ยี่ห้อ STEYR รุ่น L80 แรงม้า 225 จำนวน 2 คัน 5.รถดับเพลิงชนิด 4x4 พร้อมเครื่องสูบน้ำชนิดแบกหาม ยี่ห้อ MITSUBISHI รุ่น L200 แรงม้า 115 จำนวน 72 คัน 6.รถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด 300 KVA ยี่ห้อ STEYR รุ่น L82 แรงม้า 225 จำนวน 3 คัน 7.รถไฟฟ้าส่องสว่างขนาด 30 KVA ยี่ห้อ STEYR รุ่น L75 แรงม้า 225 จำนวน 4 คัน และ8.รถดับเพลิงพร้อมบันไดขนาดไม่น้อยกว่า 13 เมตร ยี่ห้อ STEYR รุ่น L82 แรงม้า 285 จำนวน 9 คัน

โดยได้แบ่งสถานที่จอด ดังนี้ 1. สถานดับเพลิงสามเสน จะใช้จอดรถดับเพลิง พร้อมเครื่องหาบหาม จำนวน 72 คัน 2. สถานีดับเพลิงตลิ่งชัน จะใช้จอดรถดับเพลิงเคมี 7 คัน รถบรรทุกเครื่องช่วยหายใจ พร้อมเครื่องอัดอากาศ จำนวน 2 คัน 3.สถานีดับเพลิงย่อยหนองแขม จะใช้จอดรถดับเพลิงพร้อมบันได ความสูง 13 เมตร จำนวน 9 คัน 4.สถานีดับเพลิงบางแค จะใช้จอดรถดับเพลิงรถไฟฟ้าส่องสว่าง จำนวน 4 คัน รถบรรทุกเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 3 คัน และรถกู้ภัยกลาง 2 คัน ส่วนรถดับเพลิงบรรทุกน้ำ 2,000 ลิตร มีหัวฉีด จำนวน 77 คัน จะกระจายจอดที่สถานีดับเพลิงลาดยาว จำนวน 20 คัน กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จำนวน 20 คัน เขตประเวศ จำนวน 10 คัน และเขตบางนา จำนวน 27 คน