หลังจากที่การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยสามัญ ครั้งที่ 5 ลงมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาจราจรของกรุงเทพมหานคร
ตามที่ พล.ต.ต.ประสพโชค พร้อมมูล สมาชิกสภากรุงเทพฯ เขตบางซื่อ ในฐานะประธานคณะกรรมการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย สภากรุงเทพมหานคร เสนอต่อที่ประชุม เมื่อ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งมติดังกล่าวได้กำหนดระยะเวลาในการศึกษา 180 วัน
พล.ต.ต.ประสพโชค เปิดเผยถึงเหตุผลที่ยื่นญัตติในครั้งนี้ว่า ด้วยประเทศไทยถูกหลายองค์กรประเมินศักยภาพด้านการจราจรว่า มีปัญหาติดอันดับต้นๆ ของโลก ขณะที่การทำงานของตนในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ได้ปฏิบัติราชการอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งมองเห็นความเป็นไปของปัญหานี้มานาน แต่ยังไม่มีจังหวะเข้ามาแก้ไข กระทั่ง ได้ทำงานอยู่ในสภากรุงเทพมหานคร ประกอบกับรัฐบาลให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหานี้ จึงได้นำประสบการณ์มาถ่ายทอดเป็นแผนงานเสนอต่อฝ่ายบริหาร สภา กทม.เพื่อเดินหน้าศึกษาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง
แม้ตัวผมเคยอยู่ในฐานะมือปราบ ทำงานแต่ด้านคดีความ การจับกุมคนร้าย และแม้ว่าจะยังคงอยู่ในคณะกรรมการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย แต่ก็มองว่า ปัญหาการจราจรถือเป็นภัยคุกคามต่อประชาชนอีกรูปแบบหนึ่ง
ในการศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาจราจร แบ่งออกเป็น 2 แผน คือ แผนรถเร่งระบาย กับ แผนการจราจรครบวงจร ซึ่งในแผน “รถเร่งระบาย” แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ประกอบด้วย 1.ระดับเร่งด่วน ที่อยู่ในรูปแบบการจัดสรรกำลังเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการอำนวยการจราจร 2.ระยะสั้น คือการวางแผนในการกำหนดโครงการปรับวิศวกรรมการจราจรเพื่อเพิ่มศักยภาพของถนนในแต่ละเส้นทางให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
พล.ต.ต.ประสพโชค ระบุว่า ตามแนวคิดการเร่งระบายรถ ระยะสั้น จะต้องให้รถสามารถสัญจรออกนอกเมืองไปในทุกทิศทางได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้การสัญจรในเมืองเพิ่มสภาพคล่องมากขึ้น โดยกำหนดถนนหลักใน 24 เส้นทางของกรุงเทพไว้แล้ว ประกอบด้วย 1.พหลโยธิน 2.วิภาวดีรังสิต 3.รามอินทรา 4.แจ้งวัฒนะ, 5.เกษตรนวมินทร์, 6.งามวงศ์วาน, 7.ลาดพร้าว, 8.พระราม 9, 9.เลียบทางด่วนพระราม 9, 10.เพชรบุรีตัดใหม่, 11.พระราม 4, 12.สาทร, 13.พระราม 3, 14.เจริญกรุง, 15.สุขุมวิท, 16.บางนา-ตราด, 17.วงศ์สว่าง, 18.ราชวิถี, 19.ศรีอยุธยา, 20.ราชดำเนิน 21.บรมราชชนนี, 22.เพชรเกษม, 23.พระราม 2, และ 24.กาญจนาภิเษก
“หากเปรียบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นศูนย์กลางของกทม. หรือ ไข่แดง ยานพาหนะที่แออัดอยู่ในจุดนี้ จะต้องกระจายตัวออกไปตามถ.ราชวิถี, ราชเทวี,พหลโยธิน และถ.พญาไท ซึ่งการสัญจรจะต้องคล่องตัวไหลลื่นออกสู่ปลายทางของแต่ละเส้นทางได้อย่างรวดเร็วที่สุด หรือหากตั้งต้นที่ ห้าแยกลาดพร้าวแล้ว การสัญจรบนถ.ลาดพร้าวเพื่อมุ่งหน้าสู่ บางกะปิ, มีนบุรี หรือจ.ฉะเชิงเทรา จะต้องลื่นไหลตลอดเส้นทาง"
พล.ต.ต.ประสพโชค ระบุว่า “จุดตัดและคอขวด” คือ ปัญหาหลักที่ทำให้การจราจรติดขัด และด้วยแผนเร่งระบายระยะสั้น จำเป็นต้องใช้โครงการปรับวิศวกรรมการจราจร เช่น การก่อสร้างสะพานข้ามแยกหรืออุโมงค์ลอด และการขยายพื้นผิวการจราจรเพื่อเพิ่มพื้นที่การสัญจรให้คล่องตัวมากขึ้น ซึ่งคณะกรรมการจะศึกษาเพื่อวางแผนลำดับก่อน-หลัง ตามความเร่งด่วน
ส่วนระยะยาวก็คือ แผนการจราจรครบวงจร ซึ่งเป็นการบริหารระบบขนส่งสาธารณะในทุกโครงการที่มีอยู่ ทั้งระบบรถขนส่งมวลชน ระบบรางสาธารณะ ทั้งรถไฟ รถไฟฟ้า และการเดินเรือ อย่างครบวงจร หรือการเชื่อมต่อระหว่างระบบขนส่งหนึ่งไปสู่การขนส่งอีกระบบ บนพื้นฐานเครือข่ายเดียวกัน โดยที่ประชาชนสามารถเลือกใช้บริการเพื่อให้การเดินทางเป็นไปได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ไม่ติดขัดหรือเป็นอุปสรรคให้การเดินทางต้องล่าช้าเหมือนเช่นที่ผ่านมา
พล.ต.ต.ประสพโชค ระบุถึงคณะทำงานชุดนี้จำเป็นต้องขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อร่วมวางแผนเพราะ กรุงเทพมหานคร ลำพังเพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาลักษณะนี้ได้ อีกทั้ง ในหน่วยงานเดียวกันอย่างกรุงเทพมหานครเอง ก็ได้ดำเนินโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรไปบ้างแล้ว ทำให้การศึกษาของคณะกรรมการชุดนี้เห็นควรอย่างยิ่งที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาร่วมมือให้การแก้ไขปัญหาให้เกิดประสิทธิภาพควรมีการบูรณาการร่วมกันสำหรับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดแผนการแก้ไขที่ดีที่สุด หรือเบสต์ โมเดล (Best Model)





