“วิรัตน์” ชี้กกต.ควรมีการถ่วงดุลเหมือน ป.ป.ช. ค้าน “สตง.-ปปง.” ฟันส.ส.ระหว่างหาเสียง ชี้อาจทำให้เกิดการเสียเปรียบ หากไม่ผิดจริง
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามข้อเสนอของ กกต.ว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว มีการเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง ซึ่งตนเห็นว่า หากการเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการทำงาน ก็ไม่มีปัญหา เช่น การให้อำนาจตามประมวลกฎหมายทวิอาญา ที่สามารถออกหมายเรียก ตรวจค้น ยึด อายัด จับกุมผู้สมัครลงเลือกตั้ง หากกกต.มีหลักฐานเพียงพอว่าผู้สมัครกระทำผิด แต่มีข้อแม้ว่า ในการทำงานลักษณะเช่นนี้ จะต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของ กกต. เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้สมัครรับเลือกตั้ง รวมถึงเพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดย กกต.ท่านที่ทำการจับกุม อาจจะต้องให้มีการเสนอหรือรายงานต่อที่ ประชุม กกต. ทั้ง 7 ท่าน ให้รับทราบภายในระยะเวลาที่กำหนดว่า กกต.ท่านนั้น ได้กระทำการจับกุมผู้สมัครรับเลือกตั้ง แล้วนำหลักฐานที่คิดว่า ชัดเจนและครบถ้วนนำไปชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย เพราะเราจะให้อำนาจ กกต.ท่านใดท่านหนึ่งดำเนินการเพียงผู้เดียวโดยมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ได้ เนื่องจากการทำงานของ กกต. ต้องทำงานเป็นองค์คณะ
นายวิรัตน์กล่าวต่อไปว่า จากนั้น กกต.ทั้ง 7 ท่านจะต้องมีมติให้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง หรือใช้เสียง 5 ใน 7 ว่า เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย กับการดำเนินงานของ กกต.ท่านนั้น กรณีที่เสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับการจับกุมของ กกต.ท่านดังกล่าว การดำเนินการจะต้องยุติทันที แต่หากเสียงข้างมากของที่ประชุม กกต. เห็นด้วย ก็ให้ดำเนินการฟ้องร้องต่ออัยการ ขอย้ำว่า การฟ้องร้องต้องกระทำผ่านกระบวนการอัยการเท่านั้น เพราะขนาดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินคดีเกี่ยวกับการทุจริตโดยตรง เขายังไม่สามารถไปฟ้องร้องได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากจะต้องดำเนินการผ่านกระบวนการอัยการเช่นกัน ดังนั้น หาก กกต.จะฟ้องร้องก็ต้องดำเนินการผ่านอัยการ หากกระทำตามกระบวนการนี้ ก็อาจไม่มีอำนาจทับซ้อนอะไร เพราะจะต้องให้อัยการเป็นผู้ดำเนินการ แบบนี้ถึงจะเป็นธรรม
“ในส่วนร่างข้อเสนอที่ตนเห็นด้วยและคิดว่าเป็นส่วนดี คือ การคุ้มครองพยานและการตั้งกองทุนปราบโกงการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง คือ กรณีที่ให้อำนาจสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) หรือผู้สอบบัญชี ดำเนินการตามที่ กกต.มอบหมาย ให้ดำเนินการระงับการเลือกตั้งในช่วงที่ผู้สมัครกำลังหาเสียง เพราะการระงับหรือสั่งการตัดสินการกระทำผิดระหว่างที่ผู้สมัครเลือกตั้งกำลังหาเสียง จะยิ่งก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม และยังทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อตัวผู้สมัครส.ส.ในแต่ละพรรคที่กำลังหาเสียงแข่งกัน และผู้สมัครอาจเกิดความเสียหายได้หากเขาไม่ได้กระทำผิดจริง ดังนั้น กกต.ควรปล่อยให้มีการหาเสียงเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นก่อน จากนั้นค่อยดำเนินการตามขั้นตอนต่อป” หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์กล่าว





