วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สปท.ไฟเขียวมาตรการสกัดโกง ภาครัฐ-เอกชน

สปท.เสียงข้างมาก เห็นชอบมาตรการสกัดโกง ภาครัฐ-เอกชน พร้อมเสนอเพิ่มให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินของข้าราชการด้วย

ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้พิจารณารายงานการปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงานที่มีธรรมาภิบาลในภาครัฐ และ รายงานการปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงานที่มีบรรษัทภิบาลในภาคเอกชน ซึ่งนำเสนอโดยคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่มีนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ เป็นประธาน กมธ. โดยสาระสำคัญในมาตรการสร้างระบบธรรมาภิบาลในภาครัฐ คือ ให้รัฐบาลสั่งการและดำเนินการให้ทุกหน่วยราชการยกระดับศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริต (ศปท.) เป็นหน่วยงานกำกับ ตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติของหน่วยงานในมาตรการปราบปรามการทุจริต ขณะเดียวกันในกระทรวงต่างๆ ต้องส่งเสริมการรวมตัวของกลุ่มข้าราชการเป็นหน่วยเฝ้าระวังการทุจริตภายในองค์กรและมีมาตรการคุ้มครองการรวมกลุ่มดังกล่าวด้วย ขณะที่การตรวจสอบจากภายนอกควรให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำกับหน่วยงานรัฐ รวมถึงปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำกับการยื่นแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ส่วนที่อยู่ในความรับผิดชอบของ ป.ป.ช. และ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพื่อกำหนดตำแหน่งบุคคล ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงระดับส่วนกลาง , คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) ชุดต่างๆ ที่รัฐกำกับ และข้าราชการทุกระดับ ทุกคนต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์ และหนี้สินเพื่อแสดงความโปร่งใสและให้สามารถตรวจสอบได้ นอกจากนั้นควรให้กรมบัญชีกลางจัดทำราคากลางของครุภัณฑ์เพื่อให้หน่วยงานรัฐนำไปเปรียบเทียบเพื่อได้ของราคาถูกและป้องกันการทุจริต

ขณะที่รายงานการปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงานที่มีบรรษัทภิบาลในภาคเอกชน มีข้อเสนอสำคัญ อาทิ เพิ่มบทลงโทษกรรมการบริษัทกรณีที่ใช้ข้อมูลวงในหาประโยชน์จากการค้าหุ้น โดยแก้ไขพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ โดยเพิ่มโทษจำคุกจาก 2 ปี เป็น 5 ปี และเพิ่มโทษปรับจาก 2 เท่าของประโยชน์ที่ไดรับเป็น 2 เท่าของมูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์ นอกจากนั้นให้หน่วยงาน อาทิ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ต้องกำหนดเงื่อนไขให้บุคคลหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนภายในประเทศ ต้องเปิดเผยข้อมูลรายชื่อบริษัทนอกอาณาเขตที่มีตัวตนและมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนใดส่วนหนึ่ง, กำหนดให้คนไทยที่มีบัญชีธนาคารในต่างประเทศยื่นข้อมูลต่อ ป.ป.ง.ทุกปี เพื่อให้ตรวจสอบรายงานธุรกรรม, ให้ ป.ป.ช.กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับบุคคลในตำแหน่งที่ต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยให้เปิดเผยข้อมูลรายชื่อบริษัทนอกอาณาเขตที่ตนเองมีส่วนได้ส่วนเสีย หรือเกี่ยวข้องเป็นเจ้าของทรัพย์สินส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือให้มีการแสดงหลักฐานการจดทะเบียนบริษัท รายงานงบดุลประจำปี ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวให้ครอบคลุมถึงบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ออกระเบียบกรณีคำสั่งซื้อหลักทรัพย์ไทยจากต่างประเทศสามารถตรวจสอบได้ โดยไม่ต้องรอให้มีหลักฐานว่ากระทำผิดกฎหมายไทย, กรรมสรรพากร ต้องจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะรับผิดชอบด้านการตรวจสอบกรณีการป้องกันการเลี่ยงภาษี โยมีเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญด้านการประกอบธุรกิจข้ามชาติ, เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี, นักวิชาการภาษีและนิติกร เป็นต้น

ขณะที่การอภิปรายของสมาชิก สปท. เพื่อเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อรายงานการปฏิรูปทั้ง 2 เรื่องดังกล่าว ได้เน้นประเด็นของการสร้างธรรมาภิบาล และสำนักความรับผิดชอบในหน่วยงานราชการต่อการทำงาน, ตรวจสอบที่โปร่งใส รวมถึงการให้ข้อมูลข่าวสารของราชการไปสู่ประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของราชการ ขณะที่ข้อเสนอต่อการทำราคากลางครุภัณฑ์เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างไม่มีการทุจริตหรือกินเงินส่วนต่าง นั้นควรทบทวนเพราะการกำหนดราคากลางราคาถูกอาจทำให้ได้ครุภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพได้ การจัดตั้งศูนย์ ศปท. เพื่อให้กำกับแนวทางป้องกันการทุจริตที่ผ่านมามีความล้มเหลวเพราะผู้บริหารไม่เอาจริงเอาจัง ดังนั้นแนวทางที่ควรเพิ่มเติม คือการกำหนดผลประโยชน์ที่ขัดกันระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ด้วย นอกจากนั้นต้องส่งเสริมและให้การคุ้มครองข้าราชการที่มีความสุจริตและยึดในแนวทางการทำงานที่โปร่งใส ขณะที่ข้อเสนอให้ข้าราชการทุกระดับที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยนั้นควรกำหนดให้เป็นเกณฑ์ปฏิบัติสำหรับราชการทุกระดับให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน รวมถึงต้องประกาศรายละเอียดต่อสาธารณะด้วยเพื่อให้เกิดการตรวจสอบ นอกจากนั้นแล้วในแนวทางของการปราบทุจริตที่สามารถทำได้สำเร็จในต่างประเทศ ควรนำมาแนวทางเพื่อปรับใช้ในประเทศไทยด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมสปท. ได้พิจารณารายงานทั้ง 2 ฉบับ เป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมงจากนั้นได้ลงมติ โดยที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ 168 เสียงเห็นชอบกับรายงานการปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงานที่มีธรรมาภิบาลในภาครัฐ ทั้งนี้มีเสียงงดออกเสียง 2 เสียง และที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ 165 เสียงเห็นชอบกับรายงานการปฏิรูปมาตรการเสริมสร้างระบบการบริหารงานที่มีบรรษัทภิบาลในภาคเอกชน ทั้งนี้มีผู้งดออกเสียง 3 เสียและไม่ลงคะแนน 2 เสียง