"นายกฯ" โหมพัฒนาภูเก็ต "สมาร์ทซิตี้"ใน 4 ปี ขึ้นแท่นคลัสเตอร์ดิจิทัล ศูนย์กลางสตาร์ทอัพภาคใต้ หวังดันธุรกิจใหม่คู่ท่องเที่ยว
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Startup Thailand & Digital Thailand” ภูมิภาค 2016 และกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง“การส่งเสริมภูเก็ตสู่ศูนย์กลางธุรกิจสตาร์ทอัพและเมืองอัจฉริยะ” (Phuket as Smart City Start up Paradise) โดยเปรียบจ.ภูเก็ต เป็นเสมือนสวรรค์สำหรับนักเดินทางทั่วโลก และรัฐบาลอยากจะเห็นโฉมใหม่ที่เป็นแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้ เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงที่ขับเคลื่อนโดยผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ นอกเหนือจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับโลก
“รัฐบาลอยากเห็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพไทยเติบโตที่ภูเก็ต เช่นเดียวกับที่เชียงใหม่ ขอนแก่นและทุกภูมิภาคของประเทศไทย ที่ดึงคนเก่งๆ จากทั่วโลกเข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างนวัตกรรม ต่อยอดภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ทำได้ดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก รัฐบาลอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของภูเก็ตไปสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้มีความปลอดภัย และสะดวกสบายในการดำรงชีวิตยิ่งขึ้น”
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่จะสร้างความก้าวหน้าให้ไทยคือ สตาร์ทอัพที่จะเป็นเหมือนรถยนต์คันใหม่ของประเทศ พร้อมกับคนไทยที่มีศักยภาพเพื่อเป็นเครื่องยนต์ช่วยกันขับเคลื่อนประเทศให้หลุดพ้นกับดักกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง
พร้อมระบุว่า จากสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นวุ้นๆ จะต้องแข็งแกร่งและสร้างธุรกิจให้เกิด อาจจะขยับมาสู่เอสเอ็มอีแล้วกลายเป็นภาคอุตสาหกรรม ขณะที่รัฐบาลดูแลทั้ง 77 จังหวัด ไม่ใช่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ดังนั้น จำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งเป็นภูมิภาค แต่ละจังหวัดต้องเชื่อมโยงกัน และขยายเป็นภูมิภาค แต่ละภูมิภาคก็มาเชื่อมโยง ผนึกกำลังกัน เพื่อให้ไทยแข็งแกร่งไปด้วยกันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่าเอาแต่ฝันกลางฤดูฝน โดยไม่ทำอะไรเลย เพราะหากต้องการอนาคต ก็ต้องเริ่มดำเนินการ
สั่ง“ภูเก็ตสมาร์ทซิตี้”ผนวกดิจิทัลแห่งชาติ
พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประชุมร่วมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน(กรอ.)ส่วนกลาง และคณะกรรมการกรอ.กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรัง) ซึ่งกรอ.กลุ่มจังหวัด ได้เสนอโครงการการยกระดับเมืองสปาน้ำพุร้อนเค็ม และพัฒนาเส้นทางอันดามันโรแมนติกโรด อ.คลองท่อม จ.กระบี่ และการสนับสนุนโครงการยกระดับเส้นทางเชื่อมโยงท่องเที่ยวอันดามันนายกรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการ และมอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปศึกษารายละเอียดและกรอบงบประมาณ
จังหวัดภูเก็ตเสนอโครงการ “Phuket Smart City” มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยการออกแบบร่วมกับคนในท้องถิ่นการต่อยอดธุรกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เน้นให้เกิดการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นใหม่และการดึงดูดการลงทุนทั้งในและต่างประเทศตามนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบคลัสเตอร์ และโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของรัฐบาล
นายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นเจ้าภาพหลักในการบูรณาการแผนปฏิบัติการ “Phuket Smart City” เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลแห่งชาติ โดยกระทรวงดิจิทัลจะร่วมกับบีโอไอกำหนดแนวทางการส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาลงทุน
เร่งศึกษาพัฒนาถนนฝั่งอันดามัน
ขณะเดียวกันได้เห็นชอบตามที่จ.พังงาได้เสนอขอโครงการเคลือบผิวจราจรลดการลื่นไถลเส้นทางหมายเลข 4 และ 4311 โดยกระทรวงคมนาคมรับไปเร่งดำเนินการบรรจุในแผนงบประมาณปี 2560 ส่วนโครงการก่อสร้างถนนและสะพานแหล่งท่องเที่ยวเกาะคอเขา อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา พร้อมทั้งสั่งการให้กระทรวงคมนาคมศึกษาความเป็นไปได้ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงความคุ้มค่าการลงทุน
ส่วนจังหวัดกระบี่นำเสนอโครงการก่อสร้างสะพานลันตาช่วงแรก (บ้านหิน – บ้านคลองหมาก) จ.ชุมพรนำเสนอโครงการศึกษาเส้นทางรถไฟ ชุมพร – ท่าเรือน้ำลึกระนอง โดยมอบหมายกระทรวงคมนาคมรับไปเร่งรัดศึกษา
โครงการจังหวัดตรังนำเสนอโครงการพัฒนาท่าอากาศยานตรังสั่งการให้จังหวัดจัดทำงบประมาณจัดทำโครงการ และให้ไปศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการต่อไป
ทั้งนี้ งานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ฯ จัดขึ้นโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ระหว่างวันที่ 16-18 ก.ย.นี้ ณ ดวงจิตต์ รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ภูเก็ต เพื่อแสดงจุดยืนและความมุ่งมั่นของรัฐบาลต่อการเข้าสู่การเป็นประเทศชั้นนำในระดับนานาชาติ โดยการพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพ และการเข้าสู่สังคมและเศรษฐกิจดิจิทัล
ไอซีทีหนุนภูเก็ตซูเปอร์คลัสเตอร์
นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงไอซีที ในฐานะเจ้าภาพหลักงานดิจิทัลไทยแลนด์ 2016 กล่าวว่า รัฐบาลเล็งเห็นศักยภาพของจ.ภูเก็ตในการพัฒนาเป็นสมาร์ทซิตี้ จึงคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสองจังหวัดที่เป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ด้านดิจิทัลคู่กับ จ.เชียงใหม่ โดยสนับสนุนการพัฒนาและวางโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การจัดทำโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง ขยายจุดให้บริการฟรีไวไฟ 1,000 จุด การแก้ไขปัญหาจราจรโดยระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ การจัดทำศูนย์ภูเก็ต สมาร์ท ซิตี้ อินโนเวชั่น เพื่อสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล (Super Cluster Digital)
นอกจากนี้ยังสนับสนุนการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนภูเก็ตไปสู่ “ภูเก็ต สมาร์ทซิตี้ 2020” อีกด้วย ซึ่งเปิดดัวอย่างเป็นทางการในการจัดงานครั้งนี้ และจะเป็นต้นแบบของการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขยายผลสู่ภูมิภาค
วท.สัญจรสร้าง“นักรบเศรษฐกิจ”
นายพิเชฐ กล่าวว่า การจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ฯ ทั้งหมด 4 ครั้งในปีนี้ที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และภูเก็ต โดยงานดิจิทัลทัลไทยแลนด์ 1 ครั้ง ถือเป็นการประกาศจุดยืนและความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะใช้ฐานเศรษฐกิจนี้เพื่อการขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0 และทำให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมไทย
“วันนี้ต้องยืนยันกับประชาคมโลกว่า ภูเก็ตพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะพร้อมกับเป็นศูนย์กลางที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรุ่นใหม่และเป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัพของภูมิภาคอาเซียนต่อไป”
รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ และได้ดำเนินมาตรการส่งเสริมทุกรูปแบบอาทิ การสร้างผู้ประกอบการที่มีความสามารถและดึงดูดคนเก่งจากทั่วโลกมาไทย การปรับกฎหมายธุรกิจเพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพและสร้างโอกาสให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว การสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในสตาร์ทอัพ ส่งเสริมกิจการร่วมลงทุน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ
“ผลของงานตั้งแต่ครั้งแรกจนกระทั่งตอนนี้ ทำให้เกิดนักรบเศรษฐกิจจำนวนมากอย่างที่คาดไม่ถึง ด้วยความก้าวหน้าที่เห็นได้ชัดเจน พร้อมสัญญาณที่จะเติบโตต่อไปอีกมาก”
รายงานจากเทคซอร์สชี้ว่า หลังจบไตรมาสที่ 2 ของปี 2559 มีบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับเงินลงทุนจากนักลงทุน (Venture Capital) 70 ราย สร้างเงินลงทุนกว่า 4 พันล้านบาท และมี 8 บริษัทสตาร์ทอัพที่เข้าไประดมทุนในตลาดหุ้นได้
“สิ่งที่น่าสนใจคือ สตาร์ทอัพภูมิภาคแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่นที่เชียงใหม่ก็จะเด่นด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ดิจิทัล ไอทีส่วนของแก่นเน้นด้านเกษตร การบริหารจัดการท้องถิ่นและการศึกษา ส่วนภูเก็ตจะเด่นด้านการท่องเที่ยว อาหารทะเล Wellness แต่สิ่งที่เหมือนกันทุกภาคส่วนคือ เอกชนที่มีบทบาทและลุกขึ้นมาดำเนินการเอง เช่น ปันสเปซ โคเวิร์คกิ้งสเปซบนถนนศิริมังคลาจารย์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น”





