วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มุมมองอดีตกกต.ต่อประเด็นร่างพ.ร.บ.ฉบับ‘3ยาก’

“ตั้งยาก อยู่ยาก ยุบยาก” คือหลักการสำคัญ ของ กกต. ที่ได้เสนอไปยัง กรธ. ต่อการยกร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

โดยหลักการสำคัญของข้อเสนอนี้ ตั้งยาก คือการจัดตั้งพรรคการเมืองมีความประสงค์ให้เป็นสถาบันมีความต่อเนื่อง โดยกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่ เช่น ต้องมีสมาชิกพรรคไม่น้อยกว่า 5,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นการเตรียมการล่วงหน้า ก่อนการเลือกตั้ง นอกจากนี้จะต้องมีสาขาพรรคอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา

รวมทั้งการมีกลไกสนับสนุนการทำงานพรรคการเมือง เช่น การให้สมาชิกเสียค่าบำรุงรายปีไม่น้อยกว่า 200 บาทต่อคนต่อปี เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้พรรคการเมืองเป็นต้น

อยู่ยาก คือต้องมีข้อบังคับห้ามมิให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคกระทำการใด ๆ ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมหรือยินยอมให้บุคคลซึ่งมิใช่สมาชิกพรรคการเมือง กระทำการอันเป็นการครอบงำ หรือชี้นำการดำเนินกิจการโดยอิสระของพรรคการเมือง 

ยุบยาก คือ การจะยุบพรรคจะต้องมีเหตุร้ายแรง คือ กระทำการล้มล้าง หรือกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และกำหนดเหตุแห่งการสิ้นสภาพพรรคการเมือง โดยจากเดิม คือ ถ้าไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือ “บอยคอต” การเลือกตั้งสองครั้ง หรือเป็นเวลา 8 ปี ติดต่อกัน จะเป็นเหตุให้สิ้นสภาพพรรคการเมือง

มาเป็น ถ้ามีการเลือกตั้งทั่วไปแล้วพรรคการเมืองไม่ส่งผู้สมัคร ก็เป็นเหตุให้สิ้นสภาพ เพื่อเป็นการแก้ปัญหาเรื่องพรรคการเมืองบอยคอตไม่ลงเลือกตั้ง นอกจากนี้ มีการเปลี่ยนโทษปรับทางปกครองเป็นโทษทางอาญาทั้งหมด

ต่อประเด็นนี้มีความเห็นจากอดีตกกต.อย่าง “โคทม อารียา” ที่มองว่า เรื่องของจำนวนสมาชิกและสาขาพรรคนั้น ก็เป็นเรื่องที่มีอยู่เดิมอยู่แล้ว ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่า การวางหลักเกณฑ์เรื่องจำนวนสมาชิกพรรคเอาไว้ จะเป็นการเปิดช่องให้มีการซื้อตัวบุคคลที่จะมาเป็นสมาชิกพรรคหรือไม่นั้น

ส่วนตัวคิดในมุมตรงกันข้ามคือ การกำหนดเรื่องจำนวนสมาชิกพรรคไว้ ก็เพื่อเปิดช่องให้สมาชิกที่อยากจะตั้งพรรคมารวมตัวกัน โดยมีอุดมการณ์เดียวกัน และตามจำนวนที่กำหนดไว้ 5,000 คน ก็ไม่ใช่เรื่องยาก 

นอกจากนี้มาตรการในการป้องการพรรคการเมืองที่บอยคอตเลือกตั้ง ซึ่งจะตัดสิทธิโดยการยุบพรรคนั้น นายโคทม มองว่า ประเด็นการคว่ำบาตร ควรต้องดูเป็นกรณีไป โดยเงื่อนไขของแต่ละกลุ่มควรมีเงื่อนไขที่ต่างกันเช่น ไม่ลงเลือกตั้งเพราะไม่มีความพร้อม หรือไม่มีศักยภาพในการที่จะส่งผู้สมัคร หรือบางพรรคอาจจะมองว่าครั้งนี้ไม่พร้อมค่อยลงครั้งหน้า ก็ควรที่จะมีการกำหนดเงื่อนไข เช่นครั้งนี้ไม่ลง ครั้งต่อไปหรือไม่เกิน 2 สมัยก็ควรจะต้องส่งผู้สมัคร

แต่หากเป็นกรณีที่พรรคการเมืองมีความพร้อมในการส่งผู้สมัคร แต่มีการคว่ำบาตร เพื่อเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง หากเป็นเช่นนี้ก็ควรที่จะต้องมีมาตรการในการตัดสิทธิบางอย่าง ดังนั้นจึงเห็นว่าเงื่อนไขของแต่ละกลุ่มควรมีเงื่อนไขที่ต่างกัน 

สำหรับประเด็นการตัดสิทธิเฉพาะบุคคลในกรณีที่สมาชิกพรรคกระทำความผิดโดยจะไม่ตัดสิทธิกรรมการบริหารพรรค ส่วนตัวเห็นด้วย และเห็นว่าน่าจะดีกว่าการไปยุบพรรคที่เป็นเหตุผลทางการเมือง

ด้าน นางสดศรี สัตยธรรม อดีตกกต.มองว่า หลักการดังกล่าวคงต้องดูว่า ที่ตั้งยาก เพราะกกต.เห็นว่าที่ผ่านมาพรรคการเมืองกว่า 70 พรรค มีหลายพรรคที่เข้ามาแต่ไม่ได้มาทำกิจกรรมทางการเมือง หากดูจากบทบัญญัติในปี 2550 จะเห็นว่า สามารถตั้งพรรคได้ง่าย เพียงแค่มีสมาชิกเพียง 15 คน ก็สามารถยื่นกกต.เพื่อจัดตั้งพรรคได้เลย หลังจากนั้นจึงค่อยมาดำเนินการหาสมาชิกเพิ่มเติมทีหลังภายใน 1 ปี

ซึ่งที่ผ่านมาไม่สามารถทำได้ตามที่มีการกำหนด และจากที่ตนได้ลงพื้นที่พบว่า สาขาพรรคหลายแห่งจัดตั้งขึ้น แต่ไม่มีกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ซึ่งเป็นเพียงการตั้งเพื่อหลอกกกต.เท่านั้น ดังนั้นการออกกฎหมายใหม่ จึงเป็นการปิดช่องโหว่ที่ผ่านมา  ข้อเสนอกกต.จึงเป็นการลดพรรคบางพรรคที่ไม่ได้ทำกิจกรรมทางการเมือง แต่ก็ไม่ได้ “เซ็ตซีโร่” ส่วนตัวจึงมองว่าไม่มีปัญหาอะไรน่าจะสามารถดำเนินการได้

ในส่วนมาตรการดำเนินการกับผู้ที่บอยคอตเลือกตั้งนั้น อดีตกกต.ผู้นี้มองว่า เป็นการดูช่องโหว่ ที่มีคนนอกมาบริหารพรรค ประเด็นนี้จึงถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ผ่านมา โดยการควบคุมการเมืองให้เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อดำเนินการกับพรรคที่ไม่สามารถดูแลสมาชิกได้

นางสดศรี ยังเห็นว่า ในประเด็นการยุบพรรคนั้น กกต.ได้วางหลักการกว้างๆ คือ ในกรณีพรรคกระทำการล้มล้าง หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครอง โดยวิถีทางที่มิได้เป็นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น

ส่วนตัวเห็นว่า ประเด็นนี้กกต.เขียนไว้เพียงกว้างๆ กกต.ควรที่จะกำหนดขอบเขตให้แคบ และชัดเจนกว่านี้ ขณะเดียวกันข้อเสนอที่ให้ตัดสิทธิเฉพาะบุคคลในกรณีที่สมาชิกพรรคทำผิดกฎหมายนั้น ส่วนตัวเห็นด้วย ใครทำก็จะต้องรับผิดชอบ

ทั้งนี้ประเด็นสำคัญอยู่ที่การให้เสนอนโยบายหาเสียงของพรรค ต่อกกต.ก่อน ซึ่งเห็นว่า ดีในหลักการแต่ในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องยาก ที่พรรคการเมืองจะเห็นด้วยเพราะถ้าเสนอนโนบายมาแล้ว กกต.บอกว่าไม่ถูกต้อง ก็เท่ากับว่าพวกเขาจะไม่สามารถลงเลือกตั้งได้