บอร์ดค่าจ้างนัดถกสรุป“ค่าแรงขั้นต่ำ” 15 ก.ย.นี้ หลังอนุฯ ค่าแรงจังหวัดเสนอปรับเพิ่มแค่ 13 แห่ง ขณะที่ฝ่ายลูกจ้างยืนยันตัวเลขเดิม 360 บ/วัน
การพิจารณาปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ของคณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) ที่มี ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน และถูกเลื่อนการพิจารณาจากวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด ไปสำรวจตัวเลขสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่
ล่าสุดมีการเสนอข้อมูลกลับมายังบอร์ดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และถูกส่งต่อให้คณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองวิเคราะห์ นำไปคำนวณว่าควรปรับขึ้นค่าจ้างหรือไม่ และอัตราเท่าใดที่จะเหมาะสม เพื่อนำกลับมาพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ในวันที่ 15 ก.ย.นี้
ในขณะที่ความเห็นของแต่ละฝ่ายยังคงมีมุมมองแตกต่าง โดยเฉพาะในประเด็นการปรับค่าแรงเป็นรายจังหวัดที่ภาครัฐและฝ่ายนายจ้างมีความเห็นค่อนข้างสอดคล้องกัน กับฝ่ายลูกจ้างและนักวิชาการบางส่วนที่เห็นว่าค่าครองชีพแต่ละพื้นที่ไม่แตกต่างกันมากจนถึงขั้นจะจำแนกเป็นรายพื้นที่ได้
จ่อชงปรับค่าแรง13จังหวัดเข้าหารือ
ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานบอร์ดค่าจ้าง เปิดเผยว่าข้อมูลของอนุกรรมการค่าจ้าง 77 จังหวัด ที่รายงานเข้ามามีจังหวัดที่ขอขึ้นค่าจ้าง 11 จังหวัด ได้แก่ จ.เพชรบูรณ์ สกลนคร พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี กระบี่ ภูเก็ต นราธิวาส อ่างทอง และสระบุรี ซึ่งเสนอขอปรับใน 2 อัตรา ฝ่ายนายจ้างเสนอเพิ่ม 15 บาท ส่วนฝ่ายลูกจ้างเสนอเพิ่ม 60 บาท
ขณะที่อีก 2 จังหวัด คณะอนุกรรมการค่าจ้างมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ในการปรับขึ้นค่าจ้าง โดยฝ่ายลูกจ้างขอปรับ แต่นายจ้างไม่ขอปรับ คือ จ.ปทุมธานี ลูกจ้างขอเพิ่ม 20 บาท และสมุทรสาคร 60 บาท ส่วนจังหวัดที่เหลือไม่เสนอขอปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งรวมถึงกรุงเทพฯ ด้วย
ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าก่อนที่บอร์ดค่าจ้างจะมีการพิจารณาในวันที่ 15 ก.ย.นี้ ได้ส่งเรื่องกลับไปให้คณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองวิเคราะห์ นำข้อมูลที่อนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างจังหวัดส่งมา อาทิ สภาวะค่าครองชีพในแต่ละจังหวัดที่ต่างกัน สภาพเศรษฐกิจในพื้นที่ นำไปพิจารณาคำนวนสูตรอีกครั้ง ก่อนส่งกลับมาให้บอร์ดค่าจ้างพิจารณา
ยันไทยปรับค่าจ้างรายพื้นที่มาตลอด
โดยการพิจารณาการปรับขึ้นค่าจ้าง จะนำข้อมูลของ อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดที่เสนอมา รวมทั้งข้อมูลจากฝ่ายลูกจ้าง และนักวิชาการ มาประกอบการพิจารณาในการประชุมด้วย
“การปรับค่าจ้างจะมากดดันรัฐ เพื่อให้สั่งการลงไปอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเป็นการพิจารณาแบบไตรภาคี ที่มีผู้แทนจากภาครัฐ ตัวนายจ้าง และลูกจ้าง โดยปลอดการแทรกแซงจากรัฐบาล หรือกระทรวงแรงงาน หากลูกจ้างมองว่าการขึ้นค่าแรงตามพื้นที่มีความเหลื่อมล้ำ ที่ผ่านมาก็เป็นอย่างนี้มาตลอดตั้ง เพิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงให้เท่ากันช่วง 4 ปีนี้ ฉะนั้นจึงต้องยอมรับและปรับตัวตามความเหมาะสมของเศรษฐกิจในพื้นที่มากกว่า”
“นายจ้าง”แนะดูความอยู่รอดทุกฝ่าย
ด้านนายอรรถยุทธ ลียะวณิช ประธานสมาคมนายจ้างผู้ประกอบการค้าขนมไทย กล่าวว่าอยากให้ดูสภาพความเป็นจริง ในการพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตลอดระยะเวลา 15 ปีหลัง ต้องมีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน หลักเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ และหลักเกณฑ์ตามมาตรา 87 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ที่ระบุการพิจารณากำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำให้คณะกรรมการค่าจ้างศึกษาและพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ประกอบกับข้อเท็จจริงอื่นโดยคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ อัตราเงินเฟ้อ มาตรฐานการครองชีพ ต้นทุนการผลิต ราคาของสินค้าและบริการ ความสามารถของธุรกิจ ผลิตภาพแรงงาน ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม
ทั้งนี้ จะสามารถทำให้เรารู้ข้อมูลและนำมาคำนวณในการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำได้ ซึ่งจะเป็นการชั่งน้ำหนักและแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ความจำเป็นของลูกจ้างที่จะยังชีพอยู่ได้ 2.ความสามารถในการจ่ายของนายจ้าง และ 3.ดูผลิตภาพมวลรวมของประเทศ และสภาวะทางเศรษฐกิจทั้งในประเทศ ภูมิภาค และโลก นำเอามาประกอบกัน ให้น้ำหนักไว้ที่ 20%
เงินเฟ้อยังติดลบ-ค้านปรับค่าแรง
ขณะที่ 2 กลุ่มแรกเราได้ให้น้ำหนักไว้ที่กลุ่มละ 40% แล้วเราก็จะมาชั่งน้ำหนักในแต่ละกลุ่มว่าได้เท่าใด และมีเกณฑ์ในการพิจารณาว่าจะปรับหรือไม่ปรับค่าจ้าง ถ้าผลออกมาว่าปรับ ก็ต้องมาดูว่าปรับขึ้นเท่าใด โดยหลักเกณฑ์เหล่านี้คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดแต่ละจังหวัดส่วนใหญ่ก็จะรู้อยู่แล้ว เพราะมีการอบรมให้ความรู้ว่าจะต้องพิจารณาอย่างไร
ประธานสมาคมนายจ้างฯ กล่าวว่าในฐานะที่ตนเป็นนายจ้าง ยังมองว่า เศรษฐกิจ และภาวะเงินเฟ้อยังติดลบอยู่ ฉะนั้นปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไปก็ลำบาก เมื่อ 3 ปีกว่าๆ ค่าจ้างขั้นต่ำ ขึ้นมา 40% บางจังหวัดก็ขึ้นเกิน 40% ซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างพิกลพิการ ไม่ได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง
“ภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมา 2-3 ปีที่ผ่านมา เห็นอยู่แล้วว่าทั้งเศรษฐกิจโลกและบ้านเราทรุดลงไปแค่ไหน ปัจจุบัน ผู้ประกอบการที่ล้มปิดกิจการไปส่วนหนึ่งก็แย่พอแล้ว ส่วนที่เหลืออยู่ก็พยายามประคับประคอง เพื่อที่จะอยู่ต่อไปได้และลูกจ้างก็อยู่ต่อไปได้เช่นกัน”
ทั้งนี้ มองว่าการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศ ตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายลูกจ้างนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะมองว่าภาวะเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ และอัตราเงินเฟ้อ ไม่เท่ากัน
ชี้บางแห่งค่าครองชีพสูงกว่ากทม.
ด้านนายชาลี ลอยสูง รักษาการประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่าไม่เห็นด้วยกับการที่คณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเสนอปรับค่าจ้างเพียง 13 จังหวัด ส่วนอีก 64 จังหวัดไม่เสนอ โดยมองว่าไม่ยุติธรรม เพราะในเรื่องของเศรษฐกิจและค่าครองชีพเท่ากันทั่วประเทศ และบางจังหวัดอาจจะมีค่าครองชีพสูงกว่ากรุงเทพฯด้วยซ้ำไป
“พี่น้องแรงงานบางคนที่ทำงานอยู่ต่างจังหวัด ก็ไม่ได้มีภูมิลำเนาในจังหวัดนั้นๆ ต้องมีค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายทุกอย่างเหมือนคนที่มาทำงานในกรุงเทพฯ แล้วทางอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด คิดได้อย่างไรว่า มีแค่ 13 จังหวัดเท่านั้น ที่จะได้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ"
นอกจากนี้ยังมองว่า อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดไม่ได้เป็นกลไกที่จะมาปรับความเป็นอยู่ของแรงงานให้ดีขึ้น และความเป็นจริงแล้วคนที่ไปนั่งเป็นอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดส่วนใหญ่ ไม่มีข้อมูลที่แท้จริง ถือว่าเป็นกลไกที่ล้มเหลวมาก
ยืนยันค่าแรง360บาททั่วประเทศ
นายชาลี กล่าวอีกว่าในวันนี้หากจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ควรจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เท่ากันทั่วประเทศ ส่วนจะปรับขึ้นมากหรือน้อยแค่ไหนก็ให้มาเจรจากันอีกครั้ง บนหลักการและข้อมูลทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
ดังนั้น ขอให้บอร์ดค่าจ้างทบทวนแนวทางให้อนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดเป็นผู้พิจารณา เนื่องจากมีการเสนอให้ปรับเพียง 13 จังหวัด อยากถามว่าทำไมอีก 64 จังหวัด ไม่ได้รับการเสนอปรับ และลูกจ้างได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท มาหลายปีแล้วจะอยู่รอดได้อย่างไร
ในขณะที่ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ก็ได้ค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ และที่ผ่านมา คสรท. ได้สำรวจอัตราค่าครองชีพและพบว่าค่าจ้างขั้นต่ำควรจะอยู่ที่วันละ 360 บาทเท่ากันทั่วประเทศ จึงไม่ควรเพิ่มความเหลื่อมล้ำ ลดความเป็นธรรม และแรงงานภาคเอกชนไม่ควรถูกเลือกปฎิบัติ เพราะไม่ว่าจะเป็นแรงงาน ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ก็ต้องซื้อข้าวกินเหมือนกัน





