"กมธ.ฯ การเมือง สปท." เสนอมาตรการตรวจสอบนักการเมือง ชี้แกล้งผู้สมัครเสนอโทษจำคุก 5-10ปี ปรับ 20 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีคำสั่งนัดประชุม สปท. ในวันที่ 12 ก.ย. เพื่อพิจารณารายงานการปฏิรูปที่สำคัญ ของกมธ.ฯการเมืองปฏิรูป ทั้งนี้มีรายงานการปฏิรูปที่น่าสนใจ ดังนี้คือรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และร่างพ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งมีสาระสำคัญ ข้อเสนอต่อการเลือกตั้งส.ส.ให้เพิ่มมาตรการตรวจสอบนักการเมืองโดยภาคประชาชน อาทิ ให้ผู้ที่จะสมัครรับเลือกตั้งทุกระดับ แสดงความจำนงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อแสดงตนและแนะนำตนต่อสาธารณะหรือให้ประชาชนได้ติดตามตรวจสอบผู้สมัครรับเลือกตั้งฯ ก่อนการประกาศพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 1 ปี ยกเว้น กรณียุบสภาฯ โดยกำหนดให้มีผลใช้บังคับนับแต่ที่มีการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
นอกจากนั้น ให้ผู้สมัครฯ เข้าอบรมหลักสูตรของ กกต. ก่อนเข้าสู่การเมือง อาทิ กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง, บทเรียนเรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย, ให้ผู้สมัครฯ ยื่นแสดงหลักฐานการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง 3 ปี ขณะที่มาตรการควบคุมการทุจริตการเลือกตั้ง ต้องกำหนดกฎหมายห้ามผู้สมัครฯ และ ส.ส. บริจาคเงินช่วยงานประเพณีต่าง ๆ ในเขตเลือกตั้งของตนเอง ส่วนผู้ช่วยหาเสียงต้องกำหนดจำนวนที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบของผู้สมัครฯ รายอื่นในพื้นที่ ขณะเดียวกันต้องกำหนดบทลงโทษทางวินัยที่ร้ายแรงแก่ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งกระทำการใด ๆ เพื่อให้คุณ ให้โทษ แก่ผู้สมัครฯ จนนำไปสู่การได้เปรียบหรือเสียเปรียบในการหาเสียงเลือกตั้ง
ข้อเสนอต่อการเลือกตั้ง ส.ส. ตามรายงานของกมธ.ฯ ด้านการเมือง ระบุถึงข้อเสนอต่อการควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรม ด้วยว่า ควรกำหนดให้ประชาชนมีสิทธิร้องคัดค้านการเลือกตั้งต่อกกต.ได้ ส่วนการทำงานของกกต. นั้นต้องมีติดตาม ตรวจสอบและแสวงหาข้อเท็จจริงในพื้นที่เลือกตั้ง ทั้งก่อน ระหว่างและหลังการเลือกตั้ง และเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ต้องเพิ่มอำนาจให้ กกต. และเจ้าหน้าที่สืบสวนของกกต. มีสถานะเป็นพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ขณะที่ขั้นตอนดำเนินงานต้องให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานในพื้นที่พบการทุจริตให้เสร็จภายใน 15 วัน และส่งให้ กกต. พิจารณาหากพบว่าเป็นความผิด ให้อำนาจ กกต.ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจภายใน 15 วัน โดยให้ศาลพิจรณาในกรณีมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 30 วัน
ขณะเดียวกันหากกกต.พบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครฯหรือมีผู้ใดกระทบผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งฝ่าฝืนบทบัญญัติพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ, ระเบียบหรือประกาศของกกต.หรือมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่ามีผู้สมัครฯสนับสนุน รู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำผิดกฎฆมาย ให้กกต.วินิจฉัยเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครฯ ตลอดชีวิตและกรณีดังกล่าวหากพบว่าหัวหน้าพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองมีส่วนรู้เห็น หรือละเลยการยับยั้งการกระทำให้ถือกกต.ดำเนินการเอาผิดบุคคลดังกล่าวตามกฎหมายด้วย และหากพบความผิดให้ลงโทษด้วยการตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตด้วย
“กรณีการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง ให้กำหนดให้มีรางวัลตอบแทนประชาชนผู้มีหลักฐานการทุจริตเลือกตั้งหรือการซื้อสิทธิขายเสียง ไม่น้อยกว่า 1 แสนบาทจากกองทุนพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง ขณะเดียวกันต้องให้หน่วยงานสร้างความตระหนักรู้และปลูกฝังค่านิยมของประชาชนเพื่อแก้ไขค่านิยมที่ผิด ๆ ที่ว่า เงินไม่มา กาไม่เป็นอย่างจริงจังและกว้างขวาง แต่กรณีที่พบบุคคลที่กลั่นแกล้งผู้สมัคร และผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ด้วยการสร้างพยานหลักฐานเท็จหรือแจ้งความเท็จ ต้องลงโทษด้วยการจำคุก 5-10 ปี โดยไม่รอการลงโทษ และมีโทษปรับจำนวน 20ล้านบาทด้วย” รายงาน กมธ.ฯ ด้านการเมือง ระบุ
ขณะที่ข้อเสนอแนะต่อ ร่าง พ.ร.ป. ว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น มีสาระที่น่าสนใจ คือ ในการตรวจสอบจริยธรรมของผู้บริหารพรรคการเมือง หรือ สมาชิกพรรคการเมืองที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมีความบกพร่องด้านคุณธรรม ให้สิทธิสมาชิกพรรคหรือผู้บริจาคเงินให้พรรคเข้าชื่อร่วมกัน 50 คน เสนอเรื่องต่อกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น ๆ ให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและหากพบความผิดให้ที่ประชุมใหญ่ของพรรคมีมติให้ออกจากพรรคการเมือง





