วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กรรมโกงแบบไหน... ใครสนอง?'

"กรรมโกงแบบไหน... ใครสนอง?"

องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ “กรรมโกงแบบไหน... ใครสนอง?” ในโอกาสวันต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งชาติ โดยได้เชิญคนสำคัญจากหลายภาคส่วน มาร่วมพูดคุย ว่าแต่ละภาคส่วนจะมีส่วนช่วยปราบโกงอย่างไร

ด้านการศึกษา กับการปลูกฝังค่านิยม

“ที่ผ่านมาเราเป็นผู้ถูกกระทำจากการคอร์รัปชั่น ถูกดูดทรัพยากรอันดีไป อีกทั้งเราเองก็มีส่วนในเรื่องนี้ด้วย เพราะเพิกเฉยต่อปัญหา ถ้าเราจะต้องหลุดจากปัญหานี้ได้ ก็ต้องต่อสู้ ซึ่งตนมีความเห็นอยู่ 2 ประการ ประการแรกตนคิดว่าโลกนี้มีกฎอยู่ 3 ประการ 1.กฎหมาย ที่เราพยายามออกมาเพื่อต่อสู้กับการโกง 2.กฎสังคม ที่เราเกลียดคนโกง ไม่ได้ชื่นชมคนมีเงิน และ3.กฎของธรรมชาติ ถ้าเราทำให้เขากังวล หมายคามว่าใครก็ติดคุกได้ เมื่อเห็น 3 กฎพร้อมกันมีผลทันที ตนเชื่อว่าจะช่วยบรรเทาครอปัชั่นไปได้บ้างเรื่องนี้จะช่วยได้มาก” รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อดีตรมช.ศึกษาฯ เริ่มกล่าว 3 กฎที่ช่วยปราบโกงได้

นอกจากนี้ รศ.ดร.วรากรณ์ ยังเล่าต่อไปว่า ประการที่สองเรื่องการศึกษา ตนคิดว่าคนๆหนึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโรงเรียนอย่างเดียว หากนับชั่วโมงใน 1 ปี แล้วเด็กอยู่กับครูจริงๆประมาณ 22% ที่เหลืออยู่กับพ่อแม่ และสิ่งแวดล้อมภายนอก ถ้าหากพ่อแม่สามารถทำให้ลูกเลื่อมใสในเรื่องคุณธรรมได้จะดีมาก โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาหลายคนระบุว่าหากต้องปลูกฝังให้เด็กซึมซับ ซึ่งเราคงทำอะไรกับพ่อแม่ และสิ่งแวดล้อมพูดได้ยาก แต่สิ่งที่เราทำได้คือการศึกษา ออกแบบหลักสูตรให้เห็นว่า การขาดคุณธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

“สรุปแล้วภาคการศึกษามีส่วนสำคัญทำให้เกิดค่านิยมต่างๆ ตนไม่เชื่อเรื่องการ กำหนดหลักสูตรเท่าไหร่ หากต้องอยู่ที่ตัวครู สร้างศรัทธาในตัวเด็กให้ได้ ซึ่งกระทรวงศึกษาจะต้องแก้ไขในเรื่องนี้ เรายังไม่ค่อยเห็นเรื่องของกรรมสนองโกงของคนในภาคการศึกษาที่ติดคุก หากแต่อยู่ระหว่างการสอบสวนทั้งนั้น”อดีต รมช.ศึกษาฯกล่าว

แปลงแผนยุทธศาสตร์ ให้เป็นแผนปฏิบัติปราบโกง

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เริ่มเล่าว่า ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ได้ยึดทรัพอายัดเงินของเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่ำรวยผิดปกติ มากกว่า 2,000 ล้านบาท เราเลยคิดว่าจะต้องเอาเงินตรงนี้กลับมาใช้แก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งในกฎหมาย ป.ป.ช. ที่เรากำลังจะแก้ให้เป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญ คือจะตั้งกองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเงินที่เรายึดให้เป็นของแผ่นดินจะตกเข้ากองทุน เพื่อสนับสนุนหน่วยงานต่างๆต้านคอร์รัปชั่นและเราก็จะทำงานร่วมกับ ปปง. แชร์ข้อมูลซึ่งกันและกัน เขาจะได้ยึดทรัพย์ได้รวดเร็วก่อนถูกเปลี่ยนสภาพ

“ทั้งนี้ปัญหาของเราคือ จะทำอย่างไรเเพื่อให้การแก้ไขปัญหาทุจริต เป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานรัฐ ซึ่งทาง ป.ป.ช. มองว่าเราต้องมียุทธศาสตร์ที่ดี แปลงให้เป็นแผนปฏิบัติโดยในเดือนนี้เราจะเสนอยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาทุจริตระยะที่ 3 พ.ศ. 2560 - 2564 โดยมีวิสัยทัศน์คือ ‘ประเทศไทยใสสะอาด ไทยทั้งชาติต้านทุจริต’”พล.ต.อ.วัชรพลกล่าว

ประธานป.ป.ช. เริ่มบรรยาถึงแฝนดังกล่าวว่า เริ่มจากยุทธศาสตร์แรกการสร้างสังคมที่ไม่ทนการต่อต้านทุจริต ด้วยการยกระดับเจตจำนงค์ทางการเมือง ถ้าใครจะอาสาเป็นนักการเมือง เป็นตัวแทนประชาชนเพื่อบริหารประเทศ แต่ถ้าไม่มีเจตจำนงค์ทางกรเมืองต่อต้านการทุจริต ก็เข้ามาเป็นนักการเมืองไม่ได้ ยุทธศาสตร์ที่ต่อมา คือการสกัดกั้นการทุจริจเชิงนโยบายให้เป็นรูปธรรมที่เอาใจประชาชนบางกลุ่ม แต่เกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างมาก

ยุทธศาสตร์ต่อไป ก็คือเรื่องพัฒนาระบบการป้องกันการทุจริต อีกยุทธศาสตร์หนึ่งก็คือการปฏิรูปกระบวนการปราบปรามการทุจิต ให้รวดเร็วมีประสิทธิภาพ และยุทธศาสตร์สุดท้ายคือ การยกระดับคะแนน ดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perception Index : CPI) ใน 5 ปีข้างหน้าเราจะต้องได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ถ้าเราได้มากกว่านั้น ก็จะทำให้เราเป็นที่ยอมรับ ต่างชาติก็มั่นใจกล้าลงทุนกับเรา

“เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่สำคัญ การทำให้สังคมไม่ทนต่อการทุจริต ส่งเสริมให้มีระบบ และกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเพื่อต้านทุจริต ซึ่งต้องทำทุกช่วงวัย โดยเรื่องนี้เป็นของทุกคน ทั้งนี้ถ้ามีคนชี้เบาะแสการโกงมา ทาง ป.ป.ช. และ ปปท. ก็จะทำงานสะดวกขึ้น เข้าถึงได้เร็วขึ้น” ประธาน ป.ป.ช. กล่าวปิดท้าย

หากสังคมตื่นตัว การปราบโกงจะได้ผล

ด้านนายวินัย ดำรงค์มงคลกุล รองอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่ากระบวนปราบทุจริตของไทย ทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างเต็มที่เพื่อขจัดปัญหานี้ ตนอยากเรียนให้ทราบปัญหาเรื่องการทุจริตในภาคเอกชนบ้าง ซึ่งมีความเสียหายต่อรัฐเช่นกัน อย่างกรณีที่เศรษฐกิจที่ดิ่งลงในปี 2540 ส่วนหนึ่งมาจากเอกชนด้วย จนกระทั้งสถาบันกองทุนเพื่อการฟื้นฟูของธนาคารแห่งประเทศไทย ต้องเข้าไปช่วยเหลือประชาชนหลายแสนล้านบาท โดยมาจากภาษีประชาชน ซึ่งเรื่องการทุจริตในภาคเอกชนนี้ในปัจจุบันระบบตรวจสอบมีส่วนดีขึ้นจริง ข้อกล่าวหาในธนาคารพาณิชย์น้อยลง โดยจะมีการดำเนินคดีกับผู้รับและผู้ให้อย่างเฉียบขาดหากมีพยานหลักฐาน

“ในส่วนที่ว่าทางสำนักงานอัยการประสบปัญหาเรื่องกำลังคนหรือไม่นั้น เรามีพนักงานอัยการที่ที่รับคดี ป.ป.ช. ทั้งประเทศไม่เกิน 20 คน ซึ่งเราจะเพิ่มจำนวนคน แต่ต้องใช้เวลา ทั้งนี้เราก็ต้องช่วยกันทำงาน โดยเราทำงานร่วมกับ ป.ป.ช. ดีมาตลอด แน่นอนว่ากระบวนการยุติธรรมต้องเป็นไปตามลำดับ ช้าตรงไหนก็ต้องปรับปรุง เราเชื่อมั่นว่าต่อจากนี้ ทุกภาคส่วนจะร่วมมือในกระบวนการยุติธรรม ผมอยากให้ความมั่นใจว่า เมื่อมีความตื่นตัวในสังคมไทย รู้สึกรังเกียจการคอร์รัปชั่นผมเชื่อว่าปัญนี้จะน้อยลง และหมดไปในที่สุด และผลประโยชน์ที่เสียไปจะตกเป็นของประชาชน ทุกคน”รองอัยการสูงสุดกล่าวปิดท้าย