วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'นายกฯ' ยันรัฐบาลห่วงปมชายแดนใต้

"นายกรัฐมนตรี" ยันรัฐบาลห่วงปมชายแดนใต้ ชี้ปัญหาซับซ้อน กำหนดเวลาไม่ได้ ระบุสู้รบกันแก้ไขปัญหาไม่ได้ ขอทุกฝ่ายช่วยแก้ปัญหาใต้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ” ว่า สำหรับการแก้ไขปัญหาความมั่นคงจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ทุกคนเป็นห่วง รัฐบาลนี่ห่วงมากที่สุดอยู่แล้ว เพราะมันเป็นความเป็นความตายของประชาชน ทั้งนี้ ปัจจัยแห่งความสำเร็จ มันอยู่ที่ ประชาชน /ประชาสังคม /NGO / เจ้าหน้าที่รัฐ / นักวิชาการ /นิสิต นักศึกษา ทั้งหมดนะครับ ในพื้นที่นอกพื้นที่ด้วย สื่อ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ โซเชียลมีเดียต่างๆ ทั้งหมด ต้องเข้าใจปัญหา ร่วมมือกันแก้ไข และ แสดงความคิดเห็นอันเป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์ผมฟังหมดนะ มาพิจารณาทั้งหมด อะไรทำได้ทำไม่ได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิธีการแก้ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน ไม่ใช่ว่าจะกำหนดเวลาว่าจะต้องยุติเมื่อไหร่ ช้าหรือเร็ว เพราะมันเกิดมานานแล้ว มันก็ยิ่งพันกันไปเรื่อยถ้าเราไม่แกะออกมา การแกะเรื่องปัญหาออกมานี่มันยาก สิ่งสำคัญวันนี้ที่เราต้องเร่งอยู่ก็คือ ทำอย่างไรประชาชนจะปลอดภัย มีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องที่เราต้องพิจารณาร่วมกัน คือ ความยากง่ายในการทำงาน วันนี้ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลานั้น ประชาชนต้องการมีการสัญจรไปมา ในชีวิตประจำวัน มีการใช้ชีวิตตามปรกติ ตลอด 24 ชม. เป็นภาระ และหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ในการที่จะต้องคุ้มครองเพิ่มมากขึ้น ทุกเส้นทาง ทุกกลุ่ม ทุกเวลา กรีดยางบ้าง ค้าขายบ้าง ครู ไปเรียนหนังสือบ้าง อะไรเหล่านี้ เป็น เป้าหมายที่อ่อนแอทั้งสิ้น เราต้องใช้เจ้าหน้าที่จำนวนมาก มีการเพิ่มกำลังจากนอกพื้นที่เข้าไป ทั้งตำรวจ ทหาร พลเรือน แต่จำเป็นต้องมีการฝึกเตรียมการก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่ ไม่ใช่เอากำลังไปรบกับใคร

พล.อ.ประยุทธ กล่าวว่า ไปดูแลความปลอดภัย แล้วก็ มีภารกิจในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเราก็กระทำได้อย่างจำกัดอีก เพราะ ประชาชนต้องการเสรีในการใช้ชีวิต ไม่เหมือนต่างประเทศเขาหรอก ถ้ามีเหตุการณ์อย่างนี้ เขาปิดทั้งหมด บังคับทั้งหมด แล้วก็กวาดล้างใช้กำหลังเข้าไป เขาทำได้ แต่ประเทศไทย ทำไม่ได้หรอกครับ เพราะว่ามันหลายอย่าง มันมีความขัดแย้งอยู่นะครับ เจ้าหน้าที่ก็ถูกจับตามองในการปฏิบัติงาน ทุกประเด็นไป เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นการบังคับใช้กฎหมาย นะครับ มองว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จากทั้งในองค์กรในประเทศเราเอง และองค์กรในต่างประเทศด้วย ต้องระวังที่สุดนะครับ และอีกประการหนึ่งก็คือบ้านเรือนประชาชนนั้น มันเป็นอัตลักษณ์ของเค้าอ้ะนะ อยู่ในพื้นที่สวนยางบ้าง ป่าเขาบ้าง เป็นเส้นทางมากมาย เราก็ต้องแบ่งกำลังไปในหลายพื้นที่ หลายเส้นทาง ทั้งเส้นทางหลักและเส้นทางรอง ซึ่งประชาชนยังต้องใช้อยู่ตลอดเวลาอย่างเป็นอิสระ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ

พล.อ.ประยุทธ กล่าวว่า ปัจจุบันเรามียุทธศาสตร์ การแก้ไขปัญหาอยู่ 9 เรื่อง ที่เราต้องแก้ปัญหาอย่างบูรณาการ เอาปัญหาทุกปัญหามาแก้ แล้วก็ปรับยุทธศาสตร์ ทั้ง 9 ยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติให้ได้ คือ สังคมปลอดภัยอย่างมีความสุข ขจัดเงื่อนไข สร้างความเข้าใจ ไว้วางใจ พัฒนาต่อเนื่อง โดยรักษา อัตลักษณ์และวิถีชีวิต และอยู่ร่วมกันภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม สังคมร่วมกันรับรู้และแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต่างประเทศให้การสนับสนุน สร้างสภาวะแวดล้อมให้เอื้อต่อการ พูดคุยสันติสุข และ บริหาร พัฒนาพื้นที่อย่างมีเอกภาพ รวมทั้งยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความมั่นคง ของ กอ.รมน. การพัฒนาของศอ.บต

นอกจากนั้น ยังมีโครงการพระราชดำริ เพชรในตม พาคนกลับบ้าน มาตรา21 ใน พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ซึ่งก็เปิดโอกาสให้ผู้กระทำความผิดกลับสู่สังคม และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ปัญหาคือ เขาหวาดกลัวไง ก็ออกมาก็ต้องดูแลความปลอดภัย นี่เป็นภาระสำคัญอีกอันที่เราต้องดูแลทั้งหมดนะครับ ใครกลับมาก็ต้องดูแลอีก จะปลอดภัยหรือเปล่า ว่ามีการข่มขู่กันบ้างอะไรกันบ้าง ก็ต้องติดตามแก้ไขปัญหากันต่อไป

“สิ่งที่กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงพยายามใช้กดดันรัฐ ก็คือ การใช้ความรุนแรงในลักษณะที่เรียกว่าอาชญากรที่ทำผิดอย่างร้ายแรง สร้างอาชญากรรมที่รุนแรงนะครับ ฆ่าคนตาย ทำให้คนบาดเจ็บ สูญเสียทรัพย์สินและชีวิต ทำความเสียหายต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ อย่างที่เราเห็นที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐจำเป็นจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมาย โดยที่อีกฝ่ายก็มักจะอ้างว่าถูกเจ้าหน้าที่รังแก ซึ่งหลายอย่างนั้น อย่าไปพูดกันแบบนี้ อย่าไปรบกันเลย ใช้กำลังมาสู้กัน ไม่จบจะต้องเข้ามาสู่กระบวนการยุติธรรม เราก็จะดูแลให้ทั้งหมด อย่างที่ผมกล่าวมาแล้ว ในหลายๆ มาตรการ ช่องทางต่าง ๆ ที่เปิดให้ของรัฐก็มีหมดอ้ะ ต้องร่วมมือกัน แล้วก็อย่าขัดแย้งกันมากนัก ปัญหาสำคัญก็คือคนนอกพื้นที่ วิจารณ์ในพื้นที่จนเค้าก็เสียหายเหมือนกัน บางเรื่องเขาก็บอกว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น เรามาฟังคนภาคใต้เขาด้วยแล้วกันนะ ผมเข้าใจดีคนนอกพื้นที่ก็เป็นห่วงอ้ะนะ ทั้งคู่ก็มีเจตนาดีทั้งคู่ แต่ต้องเห็นใจคนในพื้นที่ด้วย เขามีผลกระทบมากนะครับ วิจารณ์กันไปกันมา มันก็มีผลต่อการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ แล้วเขาก็เดือดร้อน ไอ้คนวิจารณ์ไม่เดือดร้อนหรอก ไม่ต้องเจ็บต้องตายกับเขา ” พล.อ.ประยุทธ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ กล่าวว่า นอกจากสถานการณ์ความรุนแรงเหล่านั้น มัยังมีปัญหาอาชญากรรมอื่น ๆ อีกด้วยนะครับ เหมือนกับทุกจังหวัด ทุกพื้นที่ในประเทศไทยนี่แหละ ทุกพื้นที่ในโลกมีหมดนะ ภัยแทรกซ้อนอื่น ๆ อีกด้วย การกระทำผิดกฎหมาย เช่น การขายของหนีภาษี , ลักลอบสินค้าข้ามแดน ,ผู้มีอิทธิพลในท้องที่ , ความขัดแย้งทางการเมือง , การสร้างมวลชนทางการเมือง เหล่านี้มันเป็นปัญหาเดิมมีอยู่ แล้วก็มีความขัดแย้งกันเองของประชาชน บางครอบครัว บางสกุล ก็มีปัญหากันมาตั้งแต่ในอดีต ก็เลยทำให้เจ้าหน้าที่รัฐนั้นถูก ชักจูงบิดเบือนไป เหมือนกับใช้รัฐเป็นเครื่องมือในการที่กำจัดศัตรูของตนเองด้วย โดยการบิดเบือนให้ข่าวที่มันไม่ถูกต้อง ไม่ชัดเจน เจ้าหน้าที่ก็ลำบากนะครับ อีกอันหนึ่งก็คือ ไปใช้บริการของผู้ก่อเหตุรุนแรงในการขจัดปัญหาส่วนตัว อันนี้เป็นความสลับซับซ้อนของปัญหา

“ผมอยากจะขอร้อง เรื่องการเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการบางคน บางกลุ่ม ทั้งในพื้นที่ และนอกพื้นที่ มักกล่าวอ้างเสมอว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ผมถามว่า แล้วกฎหมายอยู่ตรงไหนล่ะ ไปดูสิครับ ว่ากฎหมายเขาเขียนว่าอย่างไร อย่าเอาประเด็นเหล่านี้มาขัดแย้งกันไปเสียทั้งหมดนะ แล้วประเทศชาติก็เสียหาย เราต้องคำนึงถึงชีวิตผู้บาดเจ็บ สูญเสียบ้างสิครับ ทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่รัฐ ตายกันไปเท่าไหร่แล้ว ขณะนี้ คนวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้เดือดร้อนกับเขา” นายกฯ กล่าว

อยากจะขอร้องนะครับ เรื่องการเสนอความคิดเห็นของนักวิชาการบางคน บางกลุ่ม ว่ากฎหมายเขาเขียนว่าอย่างไร อย่าเอาประเด็นเหล่านี้มาขัดแย้งกันไปเสียทั้งหมดนะ แล้วประเทศชาติก็เสียหาย เราต้องคำนึงถึงชีวิตผู้บาดเจ็บ สูญเสียบ้าง ทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่รัฐ ตายกันไปเท่าไหร่แล้ว ขณะนี้ คนวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้เดือดร้อน รวมถึงการกระทำผิดกฎหมายต่างๆอีกด้วย เช่น กฎหมายปกติ กฎหมายพิเศษ เหล่านี้มันจะต้องนำไปสู่การปฏิบัติ การบังคับใช้ ด้วยความร่วมมือความยินยอมพร้อมใจซึ่งกันและกัน อย่าไปอาศัยกลุ่ม NGO กลุ่มองค์กรอิสระ ทั้งในและต่างประเทศ ผมว่าดีๆเขาก็มี ก็ขอร่วมมือกับที่ดีๆก็แล้วกันที่ไม่ดีก็ช่วยกันขจัดออกไป ทั้งนี้เขาก็พยายามใช้ทางด้านนี้ ความกดดันเหล่านี้มาบังคับให้รัฐไม่ใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ อ้างสิทธิมนุษยชน ทั้งที่เราก็บังคับใช้กฎหมายปกติ บ้านเมืองปกติเหมือนที่เคยใช้บังคับทั่วประเทศไทย กฎหมายอาญาเหล่านี้มีหมดอยู่แล้ว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการบิดเบือนเรื่องราวต่าง ๆ พยายามทำให้เป็นความขัดแย้งทางศาสนา พุทธ – มุสลิม ซึ่งมีการอยู่กันมาช้านาน อย่างเป็นปกติสุขนะครับ คราวที่แล้วก็ตรวจพบเอกสาร ไปตัดทอนออกเอาแต่พุทธเข้าไป ทุกศาสนาตัดทิ้งออกไปเลยก็ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เขาก็ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ ก็มีส่วนหนึ่งนะครับอันนี้ไม่ได้กล่าวอ้างเพราะเจ้าหน้าที่รายงานเข้ามาแบบนี้จริงในทางลึก เพราะฉะนั้นเราจะต้องไม่ถูกบิดเบือนด้วยประวัติศาสตร์ ประวัติศาสตร์คือประวัติศาสตร์ จำจะได้ไม่ต้องมาต่อสู้กันอีก วันนี้ต้องอยู่อย่างสันตินะครับประเทศทุกประเทศในโลกมีประวัติศาสตร์ทั้งนั้น สมัยก่อนก็ไม่ได้เป็นประเทศ รบกันไปรบกันมาใครแข็งแรงกว่าก็ตั้งประเทศขึ้นมาก็เท่านั้นเอง วันนี้เราก็เป็นญาติพี่น้องกันทั้งสิ้น

“ที่สำคัญก็คือการด้อยค่าการทำงานของรัฐ หาว่ารัฐแก้ปัญหาไม่ได้แก้ปัญหาไม่เป็น เพราะทุกคนมองด้านเดียวหมด สื่อและสังคม บางคนบางกลุ่มอาจจะไม่เข้าใจที่ผมพูดวันนี้ อยากให้ทุกคนเข้าใจพร้อมกันผมไม่ว่าใคร บางคนก็หวังดีแต่ไปขยายความ ทำให้สถานการณ์ดูเหมือนรุนแรงขึ้น ผมไม่ได้ปกปิดอะไรเลยนะครับ ทั้งนี้อาจจะหวังดี เจตนาดีหรือเจตนาไม่ดีก็ตาม ขอร้องเถอะกลับมาใหม่จะได้แก้ปัญหาได้เร็วขึ้น” พล.อ.ประยุทธ กล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเส้นเขตแดนรอบประเทศไทยว่า บางเส้นบางพื้นที่ยังมีปัญหาอยู่นะครับ ไม่ชัดเจน โดยเฉพาภาคใต้มีการลักลอบเข้าเมืองกระทำได้ง่ายในพื้นที่ป่าเขา เจ้าหน้าที่เราต้องทุ่มกำลังไปดูแล ทั้งสถานที่ราชการ โรงเรียน ครู สถานประกอบการ แหล่งธุรกิจ ถนนเส้นทาง และก็ต้องมาดูชายแดน ป่าเขาอีก อะไรอีก จะต้องใช้กำลังเท่าไรล่ะครับ ก็ต้องใช้แบบนี้ไปจนถึงเมื่อไร ฉะนั้นประชาชนจะต้องช่วยกันเฝ้าระมัดระวังแล้วก็อย่าไปขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่นะครับ หลายอย่างก็ต้องมาปรับปรุงเพิ่มเรื่องเทคโนโลยี การใช้เครื่องมือในการเฝ้าตรวจเหล่านี้มันต้องพัฒนาทั้งหมด กล้อง CCTV ที่มีประสิทธิภาพ ระบบการตรวจจับใบหน้าก็กำลังเร่งดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น

พล.อ.ประยุทธ กล่าวว่า สำหรับเรื่องของการแก้ปัญหาความมั่นคงไปแล้วต้องแก้ปัญหาในเรื่องของการพัฒนาด้วย เจ้าหน้าที่ก็ต้องไปช่วยอีก ทหารที่ลงไปก็ต้องทำงานด้านพัฒนาอีกด้วยช่วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลเรือน ตำรวจที่เขามีน้อยอยู่แล้ว ก็ไปรวมกลุ่มแล้วก็ลงไปทำในพื้นที่ ไม่มีใครรู้มากกว่าคนในพื้นที่ วันนี้ก็ต้องไปสร้างความร่วมมือในด้านกฎหมายให้มากขึ้น กำนัล ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบท. อะไรทำนองนี้นะครับ ต้องไปร่วมมือกับทหารทั้งหมด ไปช่วยกันแก้ปัญหา กอรม. และ ศอ.บต. รัฐก็ต้องเป็นผู้สนับสนุน ที่ผ่านมานั้น อาจจะมีปัญญาอยูาง วันนี้รัฐบาลผมเองก็กำชับเรื่องนี้ ตนถึงมาอยู่ตรงนี้และมาแก้ปัญหาทั้งหมด โดยการมอบนโยบายอันเดียวกันลงไปในทุกส่วนงานลงไปทำในระดับบูรณาการ ทุกอย่างมันสำคัญที่วิธีการและการสนับสนุนจากรัฐบาล อย่างจริงใจ แท้จริง ไม่หวังผลอย่างอื่น

“เรื่องการพูดคุยสันติภาพก็เป็นสิ่งที่ทุกคนเร่งรัดพยายามจะให้เร็วขึ้นให้จบ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะทุกอย่างมันมีขั้นมีตอนของมันอยู่ ถ้าเราเร่งรัดจนเกินไปก็ทำให้อีกฝ่ายนำเอามาใช้เป็นจุดอ่อนของเรา ในการที่จะเพิ่ม ทำให้รัฐเสียเปรียบได้โดยการสร้างความรุนแรงมากขึ้น” นายกฯ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ. กล่าวว่า ที่หลายคนถามว่าการใช้กำลังทหารขนาดใหญ่ที่ลงไปเยอะแยะไปกวาดล้างเป็นพื้นที่ทำไมไม่ทำ มันทำได้ไหมครับ เราเอาลงไปเพื่อ รปภ.(รักษาความปลอดภัย) ดูแลเป้าหมายอ่อนแอ ดูแลชายแดน ดูแลการทำผิดกฎหมาย ถ้าไปกวาดล้างมันก็แตกกระจายกันทั่วไปหมด เราก็ใช้ด้านการข่าวในการตรวจค้นดำเนินคดี ใช้กฎหมายปกติเป็นหลัก อันไหนที่มันไม่เป็นธรรมต้องร้องเรียน ร้องทุกข์ก็ร้องขึ้นมา รัฐบาลก็สอบสวนให้หมด ก็ใครก็ทำผิดไม่ได้อยู่แล้วทั้งประชาชนและก็เจ้าหน้าที่ ไม่งั้นถ้าเราใช้กำลังมากๆอย่างนั้นมันเป็นการเหมือนกับสงคราม ซึ่งเราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นมันก็ลุกลามบานปลาย ขัดแย้งมากขึ้น รุนแรงขึ้น เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ในวันนี้ระวังมากนะครับในการบังคับใช้กฎหมาย ระวังอย่างเต็มที่และอันเดียวกันตัวเองก็ต้องระวังตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าต่างคนต่างมีอาวุธกันอยู่แบบนี้ มันก็ไม่ได้หรอกครับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พลเรือนเขาก็ตายเป็นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าใครถืออาวุธมา ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่มันก็ต้องมีการใช้อาวุธตอบโต้กัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเรื่องของการขอให้มีการยกเลิกกฎหมายพิเศษ เช่น พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กฎอัยการศึก ในทุกๆพื้นที่มันเป็นอันตรายที่สุด ที่เราทำงานได้ทุกวันนี้เพราะมันมีกฎหมายพิเศษ เพราะกฎหมายปกติทำไม่ได้เลยหรือทำไม่ได้มากนัก เพราะอะไร เพราะประชาชนมีปัญหา กฎหมายพวกนี้ไม่ได้ออกมาควบคุมท่านถ้าท่านทำความดีอยู่แล้ว ไม่ได้ทำความผิดท่านจะไปกลัวอะไรเล่า ทุกเรื่อง มาตรา 44 ก็เหมือนกัน ถ้าท่านทำความดีอยู่แล้วจะกลัวอะไรนักหนา เพราะฉะนั้นถ้าเราไปยกเว้นบางพื้นที่มันอาจจะทำให้ผู้ที่ก่อเหตุความรุนแรงเหล่านั้น ได้ไปปรับวิธีการสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวนั้นที่ยกเว้นไปนั้นเป็นแหล่งส่องสุ่ม เป็นพื้นที่ปลอดภัย เป็นพื้นที่ฝึกการต่อสู้ เป็นพื้นที่ส่งกำลัง และแยกออกจากพื้นที่ส่วนปฏิบัติการที่มีการใช้อาวุธต่อสู้กัน

พล.อ.ประยุทธ กล่าวว่า บางพื้นที่ที่เหมือนไม่ค่อยมีเหตุรุนแรง ก็จะให้รัฐยกเลิกโดยเร็ว มันไม่ได้ เดี๋ยวก็มีการใช้การสับเปลี่ยนวิธีการเขาก็คิดเป็นเหมือนกัน เราก็ต้องครอบคลุมตรงนี้ไว้ให้ได้ก่อน ด้วยการพัฒนาด้วยการทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้เขามีรายได้อย่างแท้จริง เอาคนดีนะครับ ไปทำให้คนไม่ดีกลับมาสู่กลไกของรัฐ สู่กฎหมายนะครับจะทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้ในการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เราอย่าไปทำให้พื้นที่ต่างๆ เป็นพื้นที่ปลอดภัยของเขาเลย อย่าไปกดดันรัฐ อ้างสิทธิมนุษยชน ก็ขอให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม NGOองค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศนอกประเทศเข้าใจตามนี้ด้วยนะครับกฎหมายไทยนะก็ต้องเคารพซึ่งกันและกัน เหมือนกับที่เราเคารพกฎหมายต่างประเทศทุกฉบับ

“การใช้พื้นที่นอกประเทศ เป็นแหล่งซ่องสุม ข้ามไปมา ก็ได้มีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านมาตลอดนะครับ ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีโดยต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดคุยสันติสุข นี่ก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอยู่ ค่อยๆเดินไป สิ่งที่เราจะต้องระมัดระวังอย่างที่สุดอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายสุดโต่ง ซึ่งวันนี้เจ้าหน้าที่การสืบสวนสอบสวน ทั้งด้านข่าวกรอง ข่าวกรองยุทธศาสตร์ ข่าวกรองเศรษฐกิจ ก็ยังไม่พบ แต่มีหลายคนไปพูดนี้พูดโน้น ทำไมจะต้องไปลากเขาเข้ามา ปัญหาเราก็แก้ปัญหาเรา ให้ประชาชนหลุดพ้นความยากจน ให้ประชาชนได้รับการแก้ปัญหาทางกฎหมาย มันก็มีการกล่าวอ้างกัน ถ้ากล่าวอ้างสิทธิมนุษยชนไปเรื่อยๆมันก็พันกันจนได้” นายกฯกล่าวว่า

พล.อ.ประยุทธ ฝากสื่อสังคมทุกภาคส่วนนะครับช่วยกันประชาสัมพันธ์ให้เกิดความเข้าใจไม่ว่า ไม่ใช่เป็นการรังแกผู้นับถือศาสนาอื่นๆหรือเป็นการละเมิดสิทธิไม่เป็นธรรม มันก็เป็นจุดอ่อนให้ทุกอย่างมันบานปลายไปเรื่อยๆ จากในประเทศจากต่างประเทศพันกันที่นู้นที่นี้แล้วจะให้ทำอย่างไรปัญหาประเทศมันเยอะอยู่แล้ว เหล่านี้ผมอยากจะกราบเรียนให้ทุกท่านได้รับฟัง แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องรับผิดชอบในการจะแก้ปัญหาให้ได้ เราต้องเริ่มต้นด้วยการมองเห็นปัญหาเดียวกัน ข้อระมัดระวังเดียวกันแล้วก็แก้ไขบูรณาการในทิศทางเดียวกันด้วยความร่วมมือ อย่ามาโต้แย้งกันอย่ามาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ในสิ่งที่มันอันตรายโดยไม่มีข้อเท็จจริง ไม่รู้ว่าหลักการปฏิบัติทางทหารเป็นอย่างไร พลเรือน ตำรวจเป็นอย่างไร หลายอย่างมันต้องให้เจ้าหน้าที่เขาทำงาน เราก็ร่วมมือเท่านั้นเองไม่ใช่เป็นการรังแกผู้นับถือศาสนาอื่นๆ อย่าไปมองกิจกรรมตัวเองเป็นหลัก สิทธิมนุษยชนอย่างเดียว เหล่านี้มันไม่ได้หรอกครับ มันจะถูกดึงไปมาปัญหามันก็จะมากขึ้น ผู้เห็นขัดแย้งมันก็จะมากขึ้น ใช้โอกาสเหล่านั้นที่เราขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้และเป็นการเพิ่มภาระให้เจ้าหน้าที่แล้วจะทำงานไหวหรอ วันนี้เขาก็เหน็ดเหนื่อยสาหัสอยู่แล้วทำงานไม่ได้หยุด 24 ชั่วโมง แต่ผมบอกแล้วว่าเป้าหมายมันเยอะ ไม่ได้ไปรบกับเขา ไปดูแลประชาชน กี่ล้านคนล่ะ ทั้งพุทธ ทั้งมุสลิม พื้นที่เท่าไร สวนยางเท่าไร พื้นที่ป่าเขาเท่าไร การกระทำผิดกฎหมายเท่าไหร่

“อย่ามาคิดว่าผลประโยชน์ตรงนี้เพื่อความชอบธรรม ความชอบของรัฐบาล คสช. ผมไม่เคยคิด เมื่อไรที่ทหารทำก็ต้องคิดแบบนี้ แล้ววันนี้ผมเป็นรัฐบาล ผมเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้า คสช. ผมคิดทุกอัน ไม่ได้คิดเข้าข้างทหาร ไม่ได้คิดเข้าข้างพลเรือน ไม่คิดเข้าข้างตำรวจ ผมต้องคิดเข้าข้างทุกคนเพราะคิดถึงคนไทยที่จะต้องร่วมมือแก้ปัญหาภาคใต้” พล.อ.ประยุทธ กล่าว