วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประวิตร' ขีดเส้น5 เดือนแก้กฎหมายลดอุบัติเหตุ

"พล.อ.ประวิตร" รับปัญหาจราจรไทยแก้ยาก แจงรัฐบาลวางแผนครอบคลุมจัด “รถไฟฟ้า-รถเมล์” ขีดเส้น5เดือน เร่งแก้กฎหมาย5ประเด็น หวังลดอุบัติเหตุบนถนน

ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนแห่งชาติ(นปถ.) โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะประธานกรรมการนโยบายฯ เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายสุธี มากบุญ รมช.มหาดไทย ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เข้าร่วมในการประชุม                                      

โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวก่อนเข้าประชุมถึงการเตรียมแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยทางถนนให้สอดคล้องกับสถานการณ์อุบัติเหตุและบริบททางสังคมว่า มันต้องดี ถ้าไม่ดีเขาคงไม่แก้ ปภ.กำหนดชัดเจน เพื่อช่วยเหลือประชาชน รวมถึงภัยพิบัติ แผ่นดินไหวต่าง ๆ ที่มันมาได้หลายรูปแบบ ส่วนปัญหาการจราจรของประเทศไทยขณะนี้ ยอมรับคงจะแก้ไม่ไหว เพราะมันแน่น แต่ไม่ใช่เราไม่แก้ รัฐบาลวางแผนไว้หมด ในเรื่องของระบบรถไฟฟ้า การจัดระเบียบรถตู้ และรถเมล์โดยสาร รวมถึงเส้นทางต่าง ๆ ที่สร้างมากขึ้น จะรองรับปัญหาดังกล่าวในอนาคต ซึ่งรัฐบาลทำทุกอย่าง ไม่ได้นิ่งเฉย เราคิดไว้เสมอ วางแนวทางภาคพื้นดินทั้งหมด ระบบขนส่งทางอากาศก็มีการขยายด้วยเมื่อรถติดเราต้องหาหนทาง เช่น ให้ประชาชนเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายต่างๆ ที่รัฐบาลทำมากขึ้น ก็เพื่อรองรับในอนาคต                                    

“ผมจะไปบอกว่า ให้แก้จราจรไม่ให้ติดภายในวันนี้ มันทำไม่ได้ การประชุมวันนี้ ผมจะเรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาหาทางแก้ไข วางแผนในอนาคต สนับสนุนให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกมากขึ้น ตำรวจก็พยายามนำเจ้าหน้าที่ออกมาทำงานวางแผนทุกพื้นที่ อย่างน้อยที่สุดประชาชนเมื่อรถติดก็ยังมีตำรวจอยู่ แต่เราไม่สามารถทำอย่างที่ท่านนายกฯบอกว่า วันนี้รถเบอร์คี่วิ่ง อีกวันรถเบอร์คู่มาวิ่ง มันทำไม่ได้ คนไทยห้ามไม่ได้ แต่เราก็พยายามทำทุกอย่าง ดังนั้นประชาชนที่จะใช้รถส่วนตัว ขณะนี้มีรถไฟฟ้าที่ไปมาหาสู่กันแล้ว ไปขึ้นรถไฟฟ้าบ้าง เพื่อลดปัญหา รัฐบาลก็พยายามจะตัดถนนให้มากขึ้น แต่จะไปรื้อบ้านประชาชนเพื่อทำถนนมันเป็นไปไม่ได้ ยืนยันว่า รัฐบาลทำทุกอย่างให้ประชาชนในเรื่องระบบการขนส่ง” พล.อ.ประวิตร กล่าว                                     

ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้กำหนดวันที่จะทำให้เห็นเด่นชัดหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ก็วันอาทิตย์ไงเพราะประชาชนอยู่บ้านรถไม่ติดอยู่แล้ว แต่ถ้าคนออกมาทั้งหมดรถก็ติด ประชาชนต้องเห็นใจด้วย ว่าเราจะโดยสารช่องทางอื่นได้หรือไม่ หากใช้รถยนต์ส่วนตัวมากพลังงานก็เสียมาก เพราะเราไม่ได้เป็นผู้ผลิตพลังงานหรือน้ำมันได้เอง เราซื้อเขามาทั้งนั้น                                                                       

ต่อมาในที่ประชุมพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า สำหรับการพิจารณาแก้ไขกฎหมายมี 5 ประเด็น ได้แก่ 1.เมาแล้วขับ กำหนดอายุผู้ขับขี่ที่ 20 ปี ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาต และใบขับขี่ชั่วคราวมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์  รวมถึงเพิ่มบทลงโทษกรณีเมาแล้วขับ เพิ่มโทษปรับขั้นต่ำ และให้ศาลมีอำนาจสั่งยึดรถ 2. ขับรถเร็ว จะปรับลดให้เหมาะสมกับสภาพสังคมเมือง และสภาพการจราจรแต่ละพื้นที่ สอดคล้องสภาพถนน รวมถึงเพิ่มบทลงโทษต่อผู้ที่ใช้ความเร็วเดินกำหนด                                          

3.การออกใบอนุญาตขับขี่ ตามมาตรการ ออกยากยึดง่าย ครอบคุลมรถยนต์บุคคลและสาธารณะ รวมถึงเพิ่มโทษกับผู้ที่ไม่มีใบอนุญาต 4.การป้องกันอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจัดทำรายงานการตรวจสอบ และบำรุงรักษารถในการเสนอขอต่อใบอนุญาตประกอบการขนส่ง พร้อมส่งเสริมให้ทำประกันภัยตามความสมัครใจ และ 5. การคาดเข็มขัดนิรภัย ทุกที่นั่งครอบคลุมรถยนต์ส่วนบุคคล โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบ จะต้องเร่งดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย และระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้องใน 5 ประเด็นนี้ให้แล้วเสร็จภายใน 5 เดือน นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบ นอกจากนี้ที่ประชุมยังให้ความเห็นชอบในหลักการเพื่อจัดทำแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน ปี 2560 - 63 สำหรับเป็นกรอบแนวทางอีกด้วย เพื่อให้เกิดการสูญเสียบนท้องถนนน้อยที่สุด                       

“ที่ผ่านมาการดำเนินการเราพยายามทำตลอดแต่อุบัติเหตุก็ยังเกิดด้วยสาเหตุที่สำคัญคือเมาแล้วขับ ทำไม่สำเร็จซักที  โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์จากถนนท้องถิ่นออกสู่ถนนเส้นหลักแล้วเกิดอุบัติเหตุ เพราะฉะนั้นเราจะมีวิธียังไงเพื่อควบคุมจักรยานยนต์ให้อยู่ภายในถนนระดับท้องถิ่น ไม่ต้องออกมาที่ถนนใหญ่ จริง ๆ แล้วเจ้าหน้าที่ไม่อยากบังคับใช้กฎหมายหรอก แต่อยากให้ประชาชนเน้นสร้างจิตสำนึกจากระดับชนบท เพราะการบังคับใช้กฎหมายไม่เห็นจะดีเลย ผมก็ขอฝากให้ช่วยดำเนินการด้วย ทุกหน่วยต้องรับผิดชอบร่วมกัน ถ้าทำได้ก็จะลดปัญหาลงไป” รองนายกฯ และรมว.กลาโหม กล่าว