“สิริพรรณ” ชี้ผลประชามติผ่านฉลุย เพราะปชช.ไม่ไว้วางใจนักการเมือง ประเมินเลือกตั้งรอบใหม่ มีพรรคเล็กเกิดมาก หวัง2พรรคใหญ่ จับมือทำงานร่วมกัน
ในเวทีรัฐศาสตร์เสวนา ซึ่งจัดโดยภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสะท้อนมุมมองทางวิชาการ เรื่อง “นัยและทิศทางการเมืองไทยหลังการลงประชามติ : มุมมองทางรัฐศาสตร์” โดย น.ส.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ กล่าวว่า ข้อมูลที่เกี่ยวกับผลการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศคะแนนอย่างเป็นทางการ พบว่ามีประชาชนออกมาใช้สิทธิทั้งสิ้น 59.4 เปอร์เซ็นต์ ผลเห็นชอบ 61.35 เปอร์เซ็นต์, ผลไม่เห็นชอบ 38.65 เปอร์เซ็นต์ และบัตรเสีย 3.5 เปอร์เซ็นต์ เมื่อจำแนกผู้ออกมาใช้สิทธิประชามติเป็นรายจังหวัดพบว่า เปอร์เซ็นต์ของผู้ออกมาใช้สิทธิสูงกว่าการทำประชามติ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ทั้งที่ในการออกเสียงประชามติปัจจุบันมีเหตุการณ์ความไม่สงบ ไร้แรงจูงใจ และขาดการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง ส่วนเหตุผลของผู้ตัดสินใจออกเสียงประชามติทั้งรับ และไม่รับ เชื่อว่ามีหลากหลายเหตุผลทั้งอยากเลือกตั้ง, สนับสนุนผู้นำทางการเมือง, ไม่สนับสนุนรัฐบาลทหาร, ไม่ยอมรับกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่การใช้กลไกรัฐที่หลายฝ่ายมองว่าถูกใช้อย่างเข้มข้น แต่ผลการออกเสียงในแต่ละภาคนั้นทำไมมีผลที่แตกต่างกัน เช่น ภาคตะวันออกเสียงเหนือที่เสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญสูงกว่า ขณะที่ภาคใต้ที่เสียงรับร่างรัฐธรรมนูญมีสูง อาจเป็นเพราะนิยมในตัวของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ซึ่งถือว่าในพื้นที่ดังกล่าวนายสุเทพ สามารถเอาชนะนายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตามในกระบวนการก่อนการทำประชามติที่ใช้กลไกรัฐควบคุมในแนวดิ่ง หากทำให้ทำประชามติอีกครั้งภายใต้บรรยากาศและภายใต้อำนาจรัฐ แนวโน้มคือการทำประชามติยังสามารถได้รับความเห็นชอบ
น.ส.สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า การออกเสียงประชามติที่เสียงเห็นชอบมีจำนวนมาก มีหลายฝ่ายมองว่าเพราะความไม่ไว้วางใจในตัวนักการเมืองยังมีอยู่สูง เห็นได้จากกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. พูดผ่านสาธารณะว่าจะลงมติอย่างไร เช่นเดียวกับที่แกนนำพรรคการเมืองประกาศไม่รับร่าง แต่เมื่อผลประชามติปรากฏอย่างเป็นทางการทำให้เห็นผลลัพท์ คือ ทหารคือผู้นำที่สามารถมีอิทธิพลกับความคิดของประชาชนได้มากกว่านักการเมือง
น.ส.สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า มีประเด็นที่ต้องจับตา คือการเขียนร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีข้อมูล คือการปลดล็อคนักการเมือง และต้องให้หาสังกัดใหม่ ดังนั้น จะมีพรรคการเมืองเกิดใหม่รองรับ ทำให้การย้ายพรรคสามารถทำได้ง่าย เพราะไม่ต้องลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ซึ่งตนขอทำนายว่าหากเกิดขึ้นจะเกิดพรรคเล็กๆ ขึ้นเป็นจำนวนมาก และพรรคขนาดเล็กดังกล่าวไม่จำเป็นต้องได้เสียงข้างมากในสภาฯ เพราะเมื่อนำไปรวมกับเสียงของวุฒิสภา ที่มีสมาชิก 250 คน สามารถลงมติเลือกใครเป็นผู้นำรัฐบาลก็ได้ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ คือ พรรคส.ว.จับมือกับพรรคของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และขอเสียงจากพรรคประชาธิปัตย์เพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่สิ่งที่ตนอยากเห็นคือพรรคใหญ่สองพรรคจับมือกัน เพื่อทำแนวทางอะไรบางอย่าง ซึ่งไมได้หมายความว่าให้ทั้งสองพรรคมาร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องจับมือเพื่อคานอำนาจ ส.ว.ที่มาจากการสรรหา เพื่อเป็นทางเดียวที่จะเปลี่ยนทิศทางของสถาบันทางการเมืองไทย.





