“บัญญัติ” ออกโรงถามกรธ.ผ่านสื่อ ชี้บางเรื่องรธน.50 ดีกว่า ระบุหากร่างรธน.ดีจริง ทำไมไม่เปิดกว้างให้คนเห็นต่างพูดเสรี
เมื่อวันที่ 4 ส.ค. นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรค และกรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค กล่าวถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่าขอชื่นชมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จัดรายการโหมโรงประชามติในโค้งสุดท้าย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจเนื้อหา และเชิญชวนให้ไปออกเสียงลงประชามติได้คึกคักมากขึ้น แต่น่าเสียดายว่า รายการที่จัดเน้นไปในทางสร้างความเข้าใจด้านเดียวเสียมากกว่า ซึ่งหากเปิดกว้างให้ผู้เห็นต่างเข้าร่วมให้ความเห็นจะทำให้คนฟังเข้าใจสาระอย่างรอบด้าน และรายการน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น เพราะสังคมยังตั้งข้อสังเกตว่า หากร่างรัฐธรรมนูญนี้ดีจริง เหตุใดจึงไม่เปิดโอกาสให้คนเห็นต่างเข้าร่วมถกเถียง เพราะคุณสมบัติของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ต้องการจะได้รับฟังเหตุผลอย่างรอบด้านก่อนการตัดสินใจ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ กรธ. ตระหนักรู้ว่าการจัดรายการพูดฝ่ายเดียวอาจถูกตั้งข้อสังเกตได้ จึงเปิดรับคำถามได้ในช่วงท้าย
นายบัญญัติ กล่าวอีกว่า ตนขอถามกรธ.ว่า 1.กรณีนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคฯ ระบุว่าร่างรัฐธรรมนูญ เพิ่มโอกาสให้จำเลยที่ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถอุทธรณ์คดีได้ง่าย ทำให้มาตรการปราบโกง อ่อนลงกว่าเดิม ซึ่งกรธ. ชี้แจงว่าจำเป็นต้องทำให้เป็นไปตามหลักสากล ตนขอถามว่า รัฐธรรมนูญปี 50 บัญญติให้อุทธรณ์คดีได้ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ในกรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่ ที่อาจทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ เช่นนี้ไม่ถือว่าให้มีสิทธิ์อุทธรณ์อีกหรือ อีกทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้อุทธรณ์ได้ง่าย เพื่อซื้อเวลาหาโอกาสหลบหนี หรือหาช่องวิ่งเต้นคดี เพราะยิ่งถ้าให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ก็ถือว่าปิดประตูตาย ไม่มีทางวิ่งเต้นได้ อย่างนี้ก็น่าจะดีกว่าอยู่แล้วมิใช่หรือ 2.รัฐธรรมนูญปี 50 บัญญัติให้ตัดสิทธิ์คนที่ถูกถอดถอนจากตำแหน่ง ไม่ให้ลงสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมกาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ระบุไว้ในทำนองเดียวกัน แต่ร่างฉบับนี้กลับไม่มี โดยเปลี่ยนแปลงไปใช้คำพิพากษาแทน หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน เท่ากับว่าเป็นการนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่เคยถูกถอดถอนโดยสภาฯมาก่อน แล้วให้ลงสมัครเลือกตั้งได้ใช่หรือไม่
นายบัญญัติ กล่าวต่อไปว่า 3.กรณีคำถามพ่วงที่ให้ ส.ว. แต่งตั้ง 250 คน ร่วมเลือกนายกฯ กับ ส.ส. เท่ากับให้ ส.ว. มีอำนาจ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญปี 2521 ในยุครัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เท่ากับเราถอยหลังไปถึง 38 ปี ทั้งยังให้อำนาจร่วมลงมติในกฎหมายสำคัญ แทนที่จะแยกทำหน้าที่ ตรวจสอบถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตย ที่สำคัญหากมีการสมคบคิด ระหว่าง ส.ว. 250 คนกับ ส.ส. เสียงข้างน้อย 130 - 150 ก็จะกลายเป็นเสียงข้างมาก ที่จะกำกับการทำหน้าที่ของรัฐสภาได้ จน ส.ส.ฝ่ายเสียงข้างมาก 350 - 370 คน ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน เช่นนี้ถือว่าตัวแทนของประชาชนฝ่ายข้างมาก ถูกจำกัดบทบาทอำนาจหน้าที่โดยปริยาย แล้วจะอธิบายคำว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยได้อย่างไร และ 4.ในหมวดการปกครองส่วนท้องถิ่น ร่างรัฐธรรมนูญนี้กำหนดหลักใหญ่ เพียงว่าให้เป็นไปตามหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ตามวิธีการ และรูปแบบที่กฎหมายบัญญัติ โดยไม่ได้กำหนดให้ชัดเจนอย่างรัฐธรรมนูญปี 50 ทั้งในกรณีอำนาจหน้าที่ และการจัดสรรรายได้ ซึ่งรธน. 50 กำหนดไว้ถึงขนาดว่า ต้องคำนึงถึงการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสำคัญ ซึ่งเป็นการให้หลักประกันที่สำคัญ จะไปลดอำนาจหน้าที่ และการจัดสรรรายได้ของเขาให้น้อยลงไม่ได้ แต่ร่างรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้กำหนดเรื่องนี้ไว้เลย แสดงว่าอำนาจหน้าที่และรายได้ที่จะจัดสรรให้ จะเพิ่มหรือลด ต้องขึ้นกับกฎหมายของแต่ละองค์กรที่จะกำหนดขึ้นต่อไป ชี้ให้เห็นว่าไม่มีหลักประกัน เหมือนรัฐธรรมนูญปี 50 ใช่หรือไม่ ทั้งนี้ตนหวังว่าจะได้รับฟังการตอบในประเด็นคำถามนี้ในรายการโหมโรงของ กรธ. และผู้ที่เกี่ยวข้อง ที่จะมีอีกในวันสองวันนี้





