วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

“นายกส.ทนายฯ” หอบหลักฐาน แจ้งความคอลัมนิสต์ บิดเบือนรธน.

“นายกสมาคมทนายความ” หอบหลักฐานส่งพนักงานสอบสวนกองปราบ คดีแจ้งความคอลัมน์นิส สายล่อฟ้า บิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ

นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติมกับ ร.ต.อ.ธีฬะเกียรติ ฑีฆะบุตร รอง สว.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน

นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ในวันนี้ทางพนักงานสอบสวนได้นัดตนเข้าให้ปากคำให้ฐานะผู้ร้องทุกข์ เนื่องจากในวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น ยังไม่ได้มีการลงรายละเอียดให้ชัดเจน วันนี้จึงทำเอกสารที่สามารถรวบรวมมาได้ทั้งหมด นำมาให้กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะหลักฐานที่เป็นหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งทางคอลัมน์ดังกล่าวมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือดสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเนื้อหาบางกรณีไม่มีอยู่จริง จึงเข้าข่ายความผิด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61 อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวนั้น ได้มีการเผยแพร่ต่อสื่อออนไลน์ ซึ่งอาจจะเข้าข่ายฐานความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แต่ก็อยู่ที่ดุลพินิจของทางพนักงานสอบสวน ว่าจะแจ้งข้อหาดังกล่าวหรือไม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงความคิดเห็นตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 7 ได้หรือไม่

นายนรินท์พงศ์ กล่าวว่า ตามเนื้อหา 6 ประเด็นที่ปรากฏในหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าว ไม่มีเนื้อหาที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับก่อนลงประชามติ มีทั้งหมด 279 มาตรา ซึ่งถือเป็นการบิดเบือนชี้นำให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว โดยการกล่าวอ้างว่า เพราะเหตุใดนักการเมืองจึงไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับระยะเวลากรอบในการดำเนินคดีนั้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนสำหรับคดีดังกล่าวโดยเฉพาะ เนื่องจากต้องการเร่งรัดให้แล้วเสร็จก่อนที่ตะมีการลงประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ตนได้นำเอกสารหลักฐานดังกล่าวไปเสนอให้ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน และทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางพนักงานสอบสวน ว่าจะออกหมายเรียกผู้เขียนคอลัมนิสต์สายล่อฟ้าหรือไม่ แต่ในฐานะผู้ร้องทุกข์ คิดว่าควรจะเรียกมาสอบสวนหาข้อเท็จจริงถึงการกระทำดังกล่าว

ทางด้าน ร.ต.อ.ธีฬะเกียรติ กล่าวว่า เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการสอบปากคำโดยละเอียด เพื่อหาข้อเท็จจริง สำหรับจะมีการออกหมายเรียก หรือไม่นั้น ต้องตรวจสอบพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จก่อน จากนั้นจึงจะนำกลับมาพิจารณา ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป