วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สู้ไม่ถอย! 'เปรมศักดิ์'ร่ายยาวโพสต์ชี้เเจง ยันไม่คิดหนี

"นพ.เปรมศักดิ์" ร่ายยาวโพสต์ชี้เเจงหลายประเด็นรายวัน ยืนยันสู้ไม่ถอย พร้อมเปิดข้อเสนอหลัก 6 ประการปฏิรูปสื่อ ทำไมต้องใช้ม.44?

ในเฟซบุ๊ค นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรี เมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โพสต์วันนี้ระบุว่า "วันนี้ผมมีเรื่องแถลงชี้แจงหลายประเด็น ดังนี้ครับ

เรื่องแรก-ผมยืนหยัดสู้ไม่ถอย ไม่คิดหนีเหมือนที่โดนปล่อยข่าว

ผมขอยืนยันต่อบรรดาผู้สนับสนุนผม และทุกท่านว่า ตามที่มีการปล่อยกระแสข่าวว่าผมคิดหลบหนี ไม่สู้แล้วนั้น ไม่เป็นความจริง

ในประวัติการต่อสู้ทางการเมืองของผมนั้น ผมเจออะไรที่หนักหนาสาหัส มามากกว่านี้แล้ว ทั้งในอดีตที่เคยต่อสู้ขับเคี่ยวกับเสธ.หนั่น-พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ ที่มีอำนาจล้นฟ้าในเวลานั้น ทั้งกับพลตำรวจเอกเสรี เตมียเวส ทั้งกับระบอบทักษิณ ผมผ่านมาหมด

คนเหล่านั้นเคยมีอำนาจล้นฟ้าล้นแผ่นดิน แต่ผมไม่เคยท้อถอยในการต่อสู้กับสิ่งที่เป็นอธรรม และผมก็กล้าแกร่งขึ้น เหมือนเป็นแมว9ชีวิต คราวนี้ก็เช่นกันครับ ผมขอให้ความเชื่อมั่นกับทุกท่านไว้ตรงนี้

ในส่วนที่ผมโดนเล่นงานอยู่เวลานี้ทั้ง 2 เรื่องที่สื่อกำลังตามบี้ตามเช็ดผมอยู่ด้วยความเท็จนั้น ผมขอเรียนชี้แจงว่า เรื่องอยู่ในกระบวนการสืบสวนสอบสวนของทางราชการ ผมจึงตามใจสื่อไม่ได้ที่พยายามอย่างยิ่งยวดมาคาดคั้นบีบคอผมจะเอาคำตอบตามใจสื่อ

ในวันที่ 1 สิงหาคม ผมจะไปให้การตามหมายเรียกของตำรวจ สภ.บ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น อย่างแน่นอน ส่วนการสอบสวนของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อท่านมีเอกสารมาเรียกผมไปสอบสวนเมื่อไหร่ ผมก็พร้อมจะไปพบตลอด ผมขอชี้แจงตามระบบ ไม่ขอชี้แจงตามที่สื่อคาดคั้นเค้นคอ แล้วสื่อก็นำไปตัดสินชี้นำล่วงหน้าให้ประชาชนเข้าใจผิด และขอเรียนว่ากรณีที่สื่อเค้นคอคาดคั้นเอาเป็นเอาตายกับผมนั้นเป็นเรื่องเป็นความเป็นคดีอยู่ในชั้นการสืบสวนสอบสวน ผมจึงขอสงวนสิทธิ์ที่จะยังไม่ชี้แจงในทางสาธารณะ อันเป็นผลได้ผลเสียต่อรูปคดี จะขอให้การต่อตำรวจและท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตามกระบวนการทางราชการก่อน

ผมไม่แคร์สื่อ ไม่ทำตามใจสื่อครับ ขอให้เข้าใจตรงกันนะครับ

เรื่องที่2-กรณีสื่อเสนอความเท็จว่าผมปลดพนักงานเทศบาล ที่เป็นพยานปากเอกในคดี

สื่อได้นำเสนอข่าวชี้นำไปทำนองว่า ผมได้ปลดพนักงานเทศบาลรายหนึ่งที่เป็นพยานปากเอกในคดีผู้สื่อข่าวบุกรุกห้องทำงานของผม เพื่อหวังปิดปาก ซึ่งเป็นความเท็จ

เพราะไม่ได้มีการปลดพนักงานเทศบาลในระหว่างที่เกิดเรื่องขี้นเลย จากการที่ผมได้ตรวจสอบถ้วนถี่แล้วพบว่า เป็นกรณีที่เกิดขึ้น2ปีมาแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่ผมเข้ามารับตำแหน่งนายกเทศมนตรีไม่นาน ได้มีพนักงานเทศบาลจำนวน 3 ราย หมดอายุสัญญาจ้างลง และไม่ได้รับการต่ออายุสัญญาจ้างจากเทศบาล ทางเทศบาลก็ได้แจ้งไปยังคณะกรรมการเทศบาลขอนแก่น ได้รับความเห็นชอบและยุบตำแหน่ง เนื่องจากพิจารณาเห็นว่าไม่มีความจำเป็น และสิ้นเปลืองงบประมาณ

ดังนั้นทุกท่านก็คงจะได้เห็นว่าเป็นเจตนาชัดเจนของสื่อที่จะให้ร้ายป้ายสีผมว่า เรื่องมาเกิดเอาตอนนี้ ผมไปปลดพยานปากเอกในคดี ซึ่งเป็นเรื่องเท็จ

เรื่องที่3-ความเท็จที่สื่อนำเสนอว่าผมใช้อำนาจปลดประธานชุมชน13ราย

กรณีนี้คล้ายกับข้างต้น คือสื่อพยายามชี้นำว่าผมปลดประธานชุมชน13รายโดยมิชอบ แล้วก็ไปยุยงให้ประธานชุมชนมาว่ากล่าวให้ร้ายผมในทางเสียหาย ซึ่งคนอ่านและสาธารณชนพึงวินิจฉัยว่า สื่อกระทำการเช่นนี้ ยังมีความน่าเชื่อถือได้หรือไม่

เรื่องนี้ความจริงมีอยู่ว่า ก่อนหน้าผมจะเข้ามาเป็นนายกเทศมนตรีบ้านไผ่นั้น ก็มีชุมชนอยู่ทั้งสิ้น 26 ชุมชน บางชุมชนใหญ่ บางชุมชนเล็ก ทำให้มีปัญหาเรื่องการเข้าถึงบริการภาครัฐไม่เท่าเทียมกัน เมื่อผมเข้ามาเป็นนายกเทศมนตรี ผมเลยปรึกษาหารือแล้วได้สรุปว่าควรเกลี่ยให้สมดุลกัน แล้วก็เพิ่มมาเป็น39ชุมชน เพื่อบริการประชาชนได้ทั่วถึงมีประสิทธิภาพ และก็พอดีว่าประธานชุมชนชุดเดิมก็หมดวาระลง อยู่มาครบวาระพอดี จะเลือกตั้งใหม่ก็ไม่ได้ เพราะคสช.มีประกาศห้ามไม่ให้มีการเลือกตั้งทุกระดับชั้น ก็ต้องใช้วิธีให้ประชาคมชุมชนนั้นคัดสรรบุคคลที่เหมาะสมขึ้นมาเป็นประธาน ก็ปรากฎว่าประธานชุดเดิมได้รับการคัดสรรเข้ามาครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งคือ13คนไม่ได้รับการพิจารณาคัดสรรจากประชาคมท้องถิ่น

สรุปก็มีประธานชุมชนชุดใหม่39ท่าน มาร่วมมือกับผมบริหารกิจการเทศบาลและชุมชนด้วยกัน ก็ทำงานบริหารได้ดีมาก จนเทศบาลบ้านไผ่ ได้รับรางวัลองค์กรปกครองท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี จากสำนักนายกรัฐมนตรี 2 ปีซ้อน ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์เทศบาลบ้านไผ่ เนื่องจากอาจเป็นเพราะว่าไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงได้เกิดการบริหารเต็มที่ตามหลักธรรมาภิบาล ดังนั้นที่บอกนายกเทศมนตรีไปปลด13ประธานชุมชนจึงไม่เป็นความจริง

แต่สื่อก็ไปเอาไมค์จ่อปากให้อดีตประธานชุมชน13รายที่ไม่ได้รับการคัดสรรมาใส่ร้ายป้ายสีผม เช่นหาว่าผมชอบไปขอเบอร์เด็กสาวๆ ท่านก็พิจารณาเองว่า สื่อที่อยากหาเรื่องสารพัดไล่บี้ไล่เช็ดผม ไปเอาคนที่เสียผลประโยชน์ เพราะไม่ได้ถูกคัดสรรให้เป็นประธานชุมชนต่อมาเล่นงานผมนั้น มันฟังได้แค่ไหน

เรื่องที่4-กรณีสื่อเสนอข่าวอันเป็นเท็จว่าผมโดนปลดจากประธานกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านไผ่

สื่อไปเสนอพาดหัวตัวไม้ว่ามีมติปลดผมแล้วจากการเป็นประธานคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนบ้านไผ่ ซึ่งเป็นความเท็จ

คนที่ว่าไปมีมติปลดผมนั้น ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่อะไรในทางโรงเรียนเลย เป็นสจ.คนหนึ่งของเขตบ้านไผ่ ขอนแก่น ประกาศตัวชัดเจนว่าจะมาลงแข่งขันกับผมเป็นนายกเทศมนตรีบ้านไผ่ และที่ว่ามีมตินั้น ก็ไม่ได้เป็นสมาคมศิษย์เก่าเป็นเรื่องเป็นราวเป็นทางการอะไรแต่อย่างใด แต่อุปโลกน์กันขึ้นเป็นชมรมศิษย์เก่า4-5คน ซึ่งก็เป็นหัวคะแนนสจ.รายนี้ แล้วก็ลงมติว่าปลดผมตามบทที่สื่อให้พูด และนำเสนอพาดหัวข่าว ส่วนคนมีอำนาจตามกฎหมายว่าปลดผมได้หรือไม่คือนายกิตติ บุญเชิด ผู้อำนวยกสารเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขตที่25บอกว่ายังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เห็นแต่สื่อพาดหัวว่าปลดไปแล้ว เรื่องยังไม่ตกมาถึงท่านผู้อำนวยการฯเลย

สจ.รายนี้กับหัวคะแนนที่อุปโลกน์ตนเป็นชมรมศิษย์เก่าและมีมติปลดผมข้างถนนก็ยื่นหนังสือผอ.โรงเรียน ตามธรรมเนียมท่านผอ.โรงเรียนก็ควรเรียกผมไปชี้แจงข้อกล่าวหา นี่ผมก็ยังไม่ได้รับหนังสือเรียกแต่อย่างใด สจ.รายนี้ก็ด่วนได้ใจเร็ว ไม่อยากรอ2ปีก็เร่งให้ปลดผมจะได้เป็นแทนไวๆ ก็ข้ามหัวผอ.โรงเรียนไปยื่นหนังผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาฯเองเลย

สาธารณชนก็พึงพิจารณาว่านี่เป็นบทบาทในฐานะศิษย์เก่า หรือว่าเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่ตามล้างผลาญผม และหวังจะเข้ารับตำแหน่งแทน ทั้งที่อดทนรออีกหน่อย ผมครบวาระ2ปี ท่านค่อยมาสมัครแข่งขันก็ยังทัน 

เรื่องที่5-เรื่องที่สื่อแจ้งความดำเนินคดีผมอีกคดี หาว่าผมหมิ่นประมาท

เรื่องนี้พ.ท.พิสิษฐ์ ชาญเจริญ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวจังหวัดขอนแก่น ได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผมวันนี้หาว่าผมหมิ่นประมาท และทำผิดพรบ.คอมพิวเตอร์ว่านางระเบียบรัตน์ พงษ์พานิช มอบเงิน5,000บาทให้สื่อที่เป็นคู่กรณีของผมเป็นการตกรางวัลกัน

เรื่องนี้สื่อเดือดเนื้อร้อนใจกันไปเอง เข้าทำนองตุ๊กแกกินปูนร้อนท้องหรือเปล่าครับ..

ตอนสื่อตีข่าวจะเอาผมให้จมดิน ท่านก็อ้างว่าเห็นภาพข่าวผม”ว่อนเน็ต”สื่อเลยเอามาขยายขยี้ผมกันสนุกกันใหญ่เห็นผมเป็นเหยื่อ

พอผมเห็นภาพสื่อที่เป็นคู่กรณีของผมถ่ายภาพรับ-มอบเงิน5,000บาทกับอดีตสว.ระเบียบรัตน์ “ว่อนเน็ต”บ้าง ผมก็ไม่ได้ไปกล่าวหาว่าใครมอบเงินใคร เพียงแต่ผมติงว่า ให้วางระยะห่างให้พอเหมาะพอสมด้วย ไม่เช่นนั้นคนจะเข้าใจผิดกันได้ เมื่อนายกสมาคมสื่อขอนแก่นชี้แจงมาว่า สื่อไม่ได้รับเงิน แต่เป็นฝ่ายมอบเงินคุณระเบียบรัตน์ไปทำกุศล ผมก็อนุโมทนาสาธุ และแก้ไขให้ไปเรียบร้อย จะหาว่าผมหมิ่นประมาทได้อย่างไร ต้องดูที่เจตนา

ผมเจตนาดี ท่านไปแปรเป็นเจตนาร้าย เพราะอคติ..อคติเพราะรัก กับอคติเพราะชัง

เพียงแต่ผมอยากชี้ให้สาธารณชนได้เห็นอย่างนี้คือ

1.คุณระเบียบรัตน์ ท่านออกมาวิจารณ์ผมอยู่ในเวลานี้ ในทางพาดพิงทำให้ผมเสียหาย

2.คุณระเบียบรัตน์ท่านเคยเป็นอดีตสว. ลูกชายท่านก็เป็นอดีตส.ส.ในพื้นที่เดียวกับผม พูดง่ายๆว่าเป็นคู่แข่งขันกันทางการเมืองกันกับผม

3.สื่อสนิทสนมกับคุณระเบียบรัตน์ไปมอบเงินช่วยการกุศลไม่พอ นายกสมาคมสื่อขอนแก่นยังเทิดทูนเรียกว่า”แม่แดง”ด้วย

4.แต่ทีกับผมบ้างหละ มีเรื่องนักข่าวบุกรุกห้องทำงานผมขึ้นมา นายกสมาคมสื่อขอนแก่นไม่ต้องสอบสวนทวนความอะไรเลย ยังไม่มีใครไปร้องเรียนซะด้วยซ้ำ นายกสมาคมสื่อขอนแก่นก็ชิงออกแถลงการณ์ด่าว่าประณามผมเสียๆหายๆไปแล้ว ทั้งที่ตำรวจก็ยังไม่ได้สอบ คำตัดสินของผู้ว่าราชการจังหวัดก็ยังไม่จบ

ท่านตัดสินชี้นำประชาชนไปแล้วว่าผมผิด และด่าว่าประณามเสียๆหายๆ

สื่อยังสรรหาสารพัดเรื่องมาหวังจะฆ่าผมให้ตายในทางการเมืองครับ ล่าสุดก็ไปยื่นต่อปปช. หลังจากพยายามไปวอแวคาดคั้นคุณปวีณา หงสกุล มาหลายวันแล้วไม่ได้รับการตอบสนอง และก็คงมีอีกสารพัดจะตามมา

ผมก็อยากให้สาธารณชนได้พิจารณาตามความเป็นจริงว่า ทั้งหมดนี้ สื่อทำอย่างนี้ชอบอยู่หรือครับ?

หลายท่านที่ปรารถนาดีกับผมก็บอกว่า”หมอเงียบๆดีกว่า ยิ่งสู้ยิ่งเจ็บ” หรืออย่าไปสู้รบปรบมือกับสื่อเลย เพราะสู้เขาไม่ไหวหรอก เขามีปากกาเป็นอาวุธ เพราะสื่อท่านมีอาวุธครบมือทั้งปากกา ทั้งกระดาษ ทีวี วิทยุ มัลติมีเดียสารพัด ผมเองคงจะโดนเล่นงานจนงอมพระราม ตายไม่มีฟื้น

ชาวบ้านร้านช่อง และบุคคลสาธารณะในแวดวงต่างๆ ทั้ง นักการเมือง ผู้บริหารในคณะรัฐบาล พ่อค้านักธุรกิจ ดารา นักร้อง นักแสดง ศิลปิน นักกีฬา สารพัดวงการ และพี่น้องประชาชนคนไทยนั้นต่างก็โดนสื่ออภิสิทธิ์ชนคุกคามข่มขู่จับแก้ผ้าต่อหน้าธารกำนัล ว่าประจานให้อับอายมานักต่อนักแล้ว โดยที่พวกเราก็ทนนิ่งทนเงียบกันมาตลอด เพราะเป็นเบี้ยล่างของสื่อ สู้ไปก็มีแต่ย่อยยับอัปรา

แต่ผมได้สลัดความกลัวนั้นทิ้งไปแล้ว และยืนหยัดขึ้นประกาศให้ทราบชัดกันทั่วกันว่า หมดเวลาที่เราจะหงออยู่ใต้อำนาจอธรรมของสื่อแล้วครับ และได้เวลานับหนึ่งในการปฏิรูปสื่อแล้ว

ส่วนสื่อค่ายไหน คนไหนดี มีจรรยาบรรณอันเคร่งครัด ทำมาหากินด้วยสุจริตโดยอาชีวะปฎิญาณ ท่านก็ไม่ต้องเดือดร้อนนะครับ ผมขอยกย่องสรรเสริญอย่างสุดใจ ผมไม่ได้คิดจะต่อว่าแบบเหมารวมแต่อย่างใด

และขอขอบคุณสื่อจำนวนมากที่กรุณาให้กำลังใจผม เพราะแวดวงสื่อกันเองก็เห็นความจำเป็นอยู่ว่า ต้องเดินหน้าปฏิรูปสื่อเช่นกันครับ"

 

เเละเย็นวันนี้ นพ.เปรมศักดิ์โพสต์เฟซบุ๊คอีกครั้งว่า "หลัก6ประการปฏิรูปสื่อ ทำไมต้องใช้ม.44?" ใจความว่า

"ผมได้ไปยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ให้ใช้มาตรา44ประกาศปฏิรูปสื่อเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา บางท่านอาจสงสัยว่าทำไมต้องใช้ม.44 ?

ผมมีคำตอบครับ

ในหนังสือที่ผมยื่นต่อท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ผมเสนอให้ปฏิรูปใน4ประเด็นด้วยกันคือ

1.เรื่องคุณสมบัติของสื่อ2.จรรยาบรรณมรรยาท3.การตรวจสอบสื่อและ4.การใช้ฐานันดร4เป็นอภิสิทธิ์ชน

เรื่องนี้มีความจำเป็นต้องพึ่งอำนาจพิเศษครับ เพราะทุกรัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีใครกล้าหาญจะปฏิรูปสื่อ จึงทำให้ปัญหาอภิสิทธิ์ชนได้ลุกลามขยายตัวมาถึงเวลานี้

ในฐานะที่พลเอกประยุทธ์นั้นได้ชื่อว่าไม่แคร์สื่อ และไม่ยอมสื่อ จนได้รับการขานรับสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง ผมจึงหวังพึ่งบารมีนายกฯ ที่จะใช้ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเป็นผู้นำในการสร้างประวัติศาสตร์ปฏิรูปสื่อ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป

ไหนๆวันนี้สื่อก็พาดหัวข่าวให้ปปช.มาตรวจสอบการเงินของผม ผมก็จะขอเสนอประเด็นว่า หัวใจสำคัญประการหนึ่งของการปฏิรูปสื่อก็คือ ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นครับ

เพราะสื่อมีบทบาทสำคัญไปทั่วทุกวงการ ทั้งการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ แวดวงบันเทิงดาราศิลปิน กีฬาและสารพัด ชี้เป็นชี้ตายให้กับบ้านเมืองในทุกเรื่องได้ยิ่งกว่าอาชีพอื่นใด แต่ที่ผ่านมานั้นไม่ต้องมีภาระความรับผิดชอบอันใดเลย

ต้องตรวจสอบอะไรข้อไหนบ้าง?

1.ตั้งแต่เรื่องคุณสมบัติการเข้าสู่ตำแหน่ง ต้องให้เหมือนกับวิชาชีพอื่นๆ คือต้องร่ำเรียนเขียนอ่านจบมาโดยตรง จะได้มีคุณภาพ และอบรมเรื่องจรรยามารยาทกันมาให้ดี เพราะสื่อเป็นอาชีพเดียวในประเทศไทย ที่ใครเรียนจบมาสายไหนก็มาเป็นสื่อกันได้ หรือไม่ต้องเรียนอะไรมาก็ยังมาเป็นสื่อกันได้ ก็เลยมีสื่อไร้คุณภาพอยู่เป็นจำนวนมาก

ส่วนองค์กรสื่อต้นสังกัด ควรต้องมีข้อกำหนดในด้านคุณสมบัติที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติละสาธารณชนเป็นหลัก ไม่ใช่องค์กรที่แสวงหากำไร โดยไม่มีภาระรับผิดชอบต่อสังคม

2.ต้องมีหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานเป็นกลางเชื่อถือได้ควบคุมส่งเสริมอาชีพสื่อ สามารถให้คุณให้โทษได้ จัดสอบและให้ใบอนุญาตเมื่อผ่านการสอบและมีคุณภาพตามเกณฑ์ จัดฝึกอบรมให้ความรู้และพัฒนา(Refresh)สม่ำเสมอ สอบต่อใบอนุญาตทุกระยะ เช่น ทุก1หรือ2ปี มีอำนาจในการเพิกถอนใบอนุญาตเมื่อกระทำผิด มีกติกาชัดเจนไม่ให้พวกแกะดำทำผิดวนเวียนกลับมายึดอาชีพได้อีก รวมทั้งให้หน่วยราชการ หรือหน่วยงานที่เป็นกลางนี้สามารถลงโทษเปรียบเทียบปรับค่าเสียหาย เมื่อสื่อสร้างความเสียหายแก่ผู้ตกเป็นข่าว หรือสาธารณชน

ส่วนองค์กรสื่อต้นสังกัดนั้น ควรต้องมีข้อกำหนดให้มีการตั้งเงินทุนสำรองไว้กรณีที่สื่อในต้นสังกัดไปสร้างความเสียหายให้กับแหล่งข่าว หรือสาธารณชน โดยให้มากพอที่จะบรรเทาความเสียหายได้

3.ต้องให้องค์กรอิสระและเป็นกลาง เช่น ปปช.ตรวจสอบการเงินของผู้สื่อข่าว และองค์กรสื่อต้นสังกัดว่า ได้มาโดยชอบหรือมิชอบ เพราะที่ผ่านมานั้นมีเสียงร่ำลือเป็นอันมากว่าสื่อบางคนบางประเภทใช้ฐานันดรสี่ไปมีอภิสิทธิ์เรียกรับเงิน หรือผลประโยชน์ตอบแทน นอกเหนืออำนาจหน้าที่ สร้างความมั่งคั่งเป็นร้อยล้านพันล้าน บางครั้งกว่าจะกลายเป็นเรื่องเป็นคดีถึงโรงถึงศาล ประเทศชาติก็เสียหายไปมากมายมหาศาลเกินจะเยียวยาแล้ว

ทั้งนี้ต้องให้อำนาจปปช.หรือองค์กรอิสระทำนองเดียวกันนี้ตรวจสอบสื่อต้นสังกัดด้วย

4.ต้องมีข้อกำหนดเรื่องไม่ให้สื่อ และองค์กรสื่อต้นสังกัด กระทำการใดอันเป็นการขัดแย้งทางผลประโยชน์(Conflict of interest) เช่น ขอค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานราชการ หน่วยงานปกครองท้องถิ่น ธุรกิจเอกชน บุคคลในแวดวงการต่างๆ แลกกับการไม่โจมตี ทำลายให้เสียหาย หรือการเชียร์การตีเมืองขึ้น ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่สร้างความอิดหนาระอาใจให้ทุกแวดวงการมายาวนาน

รวมไปถึงการจัดหาทุน จัดกอล์ฟ จัดโบว์ลิ่ง จัดทอล์กโชว์แล้วขายบัตรเรี่ยไรหน่วยงานราชการ เอกชน ประชาชนได้รับความลำบากสาหัสมานาน

ตลอดจนกาลใช้โอกาสมงคลต่างๆของประเทศชาติมาแอบอ้างหาเงินค่าโฆษณา ซึ่งหน่วยงานต่างๆก็จำใจต้องให้กันเรื่อยมา ทั้งที่ไม่ได้คุ้มค่าในการจ่ายเงินโฆษณาเลยแม้แต่น้อย

5.ต้องมีข้อกำหนดห้ามไม่ให้สื่อ หรือองค์กรสื่อต้นสังกัด กระทำการใดๆในทางใช้อำนาจหน้าที่ของสื่อไปมีอิทธิพลในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนชั้นลดชั้นของข้าราชการทุกระดับ

เพราะที่ผ่านมาปรากฎว่าสื่อมักใช้อำนาจอิทธิพลในฐานะให้คุณให้โทษกับใครก็ได้ ไปฝากเด็กฝากย้ายฝากแต่งตั้งฝากตำแหน่งสารพัดกับข้าราชการ โดยเฉพาะแวดวงตำรวจ และครูอาจารย์เจอหนักที่สุด พอไม่ให้ก็ใช้สื่อในมือหาเรื่องโจมตีทำลาย พอให้ก็เสมอตัว

รวมทั้งมีข้อกำหนดห้ามสื่อรับของขวัญของกำนัล หรือสิ่งของอื่นใด จากนักการเมือง องค์กรหน่วยงานต่างๆเกินสมควร เพื่อตัดวงจรอุปถัมภ์ที่ดำรงกันมายาวนานในวงการสื่อไทย

ทั้งนี้รวมทั้งข้อห้ามไม่ให้สื่อได้สิทธิเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือทัศนศึกษาในต่างประเทศกับองค์กรหน่วยงานต่างๆ เว้นแต่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน และสมควรต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ไม่เป็นภาระแก่งบประมาณภาษีของประชาชนโดยใช่เหตุ

6.ต้องขจัดอิทธิพลสื่อที่ใช้ไปในทางมิชอบ และก่ออาชญากรรม ทั้งการหลบหนีภาษี ค้ายาเสพติด เปิดบ่อน เปิดสถานบันเทิงผิดกฎหมาย ตัดไม้ทำลายป่า แม้กระทั่งการติดสติ๊กเกอร์ท้ายรถว่า”ข่าว”ก็ต้องเลิกให้อภิสิทธิ์กันได้แล้ว

ในเมื่อยุคสมัยนี้ลูกชายผบ.ตร.ทำผิดกฎจราจรก็ต้องโดนจ่าจับ แล้วยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่จะเลิกให้อิทธิพลล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ไปยันเรื่องกินเล็กกินน้อย ขี้เบ่งขี้อวดของสื่อทั้งหลายเสียที

ขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ได้เหมารวมสื่อทั้งหมด เพราะในแวดวงสื่อด้วยกันนั้น สื่อดีๆจำนวนมากก็อิดหนาระอาใจ แมลงวันก็ยังต้อมตอมแมลงวันกันเองมาก็หลายเที่ยว แต่ยังไม่เคยมียุคสมัยใดที่จะปฏิรูปสื่อได้สำเร็จ

ผมจึงหวังพึ่งบารมีของคนที่ไม่แคร์สื่อแบบบิ๊กตู่นี่แหละครับ เอาเลยไม่ดีหรือครับ ประกาศเปรี้ยงไปเลยใช้ม.44ประกาศปฏิรูปสื่อ

แล้วผมอยากฟังหน่อยซิ มีใครมั่งไม่เห็นด้วยกับ6ข้อที่ผมเสนอไปวันนี้..?