นักวิชาการ เชื่ออุณภูมิเดือดกรณีทะเลจีนใต้” ไม่ถึงขั้นสู้รบจนกระทบความมั่นคง “อาเซียน”
ที่คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ มีงานอภิปรายวิชาการชีพจรอุษาคเนย์ (Southeast Asian Pulse) ครั้งที่1 “จุดเดือดทะเลจีนใต้? : อนาคตหลังคำพิพากษา” ประกอบด้วยผู้ร่วมอภิปราย อาทิ ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร อ.ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านจีนศึกษา และนายพนัส ทัศนียานนท์ นักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
นายสุรชัยกล่าวว่า ตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม สหรัฐฯ ได้ส่งเรือมาสำรวจทะเลจีนใต้ พบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีน้ำมันและก๊าซมากเป็นอันดับสอง รองจากตะวันออกกลางเท่านั้น เรื่องนี้ถูกปิดเงียบจนถูกเปิดเผยเมื่อต้นศตวรรษ 1970 จนหลายประเทศแถบนั้นต่างพยายามแห่เข้ามายึดครอง ซึ่งข้อพิพาทระหว่างจีนกับฟิลิปปินส์ที่พยายามอ้างสิทธิในพื้นที่พิพาทก็เช่นเดียวกัน
โดยกรณีนี้ฟิลิปปินส์ได้ยื่นเรื่องต่อศาลอนุญาโตตุลาการ ซึ่งตัดสินให้ฟิลิปปินส์ชนะ แต่จีนกลับไม่ยอมรับ มองคำชี้ขาดเป็นเพียงเศษกระดาษ เนื่องจากจีนกับฟิลิปปินส์มีการเจรจาเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่สหรัฐฯ กลัวการขยายตัวทางการทหารและเศรษฐกิจของจีน จึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังให้ฟิลิปปินส์ยื่นเรื่องดังกล่าว และพยายามสร้างความสัมพันธ์กับประเทศที่พิพาทกับจีน เพื่อช่วยกันปิดล้อมยุทธศาสตร์สำคัญ ไม่ให้จีนมีทางออกสู่ทะเล และพยายามบ่อนทำลายเศรษฐกิจจีน เพราะกลัวการแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในปี 2025 นั่นเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ กลัวที่สุด
นายสุรชัย กล่าวว่า ข้อพิพาทกับฟิลิปปินส์ ถือเป็นความผิดพลาดของจีนที่ไม่ต่อสู้คดี เพราะคิดว่าตัวเองเป็นประเทศมหาอำนาจ มีหลักฐานรับรองสิทธิทางประวัติศาสตร์มากมาย คำตัดสินดังกล่าวจึงสร้างความไม่พอใจให้จีนอย่างที่สุด ซึ่งจีนก็มีหลักฐานในช่วงปี 1960 ที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ จะเข้าสำรวจพื้นที่บริเวณที่พิพาทกันนี้ยังต้องขออนุญาติจากจีน แต่มาเปลี่ยนใจไม่ยอมรับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะเรื่องการเมืองและผลโยชน์
"อย่าไว้ใจศาลโลก เพราะตัดสินไม่ตรงไปตรงมา แต่อาจตัดสินแบบโกงไปโกงมาขึ้นอยู่กับผลประโยน์ และมีการเมืองอยู่เบื้องหลัง มีตัวอย่างมากมายให้เห็น คดีเขาพระวิหารก็เช่นเดียวกัน
ซึ่งเรื่องทะเลจีนใต้ก็ชัดเจน การที่จีนไม่เคารพคำตัดสินนั้น จีนก็เดินตามสหรัฐฯ ทุกอย่าง โดยยกหลายกรณีที่สหรัฐฯ เคยทำ เช่น ทิ้งระเบิดท่าเรือในนิการากัว เมื่อเรื่องสู่ศาลโลก สหรัฐฯ ก็ไม่ต่อสู่และไม่ยอมรับคำตัดสิน แต่ถึงอย่างนั้น ก็เชื่อว่ากรณีนี้คงไม่ถึงขั้นสู้รบกันระหว่างจีนและสหรัฐฯ แต่เป็นท่าทีในการรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เท่านั้น คงไม่มีผลต่อความมั่นคงในภูมิภาคมากนัก"
ขณะที่นายพนัส กล่าวว่า หากทั้งสองประเทศยังตกลงกันไม่ได้ คงต้องเข้าสู่กระบวนกาคภาคบังคับ ซึ่งจะทำให้คำชี้ขาดจะมีผลกับคู่กรณี โดยกระบวนเริ่มโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่ต้องขอความยินยอมจากอีกฝ่าย เป็นไปตามหลักการดำเนินคดีของศาลโลก โดยมีอนุสัญญากฎหมายทางทะเลรองรับในการดำเนินการดังกล่าว





