เครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ชวนทุกฝ่ายเรียกร้องทำประชามติโปร่งใส เผยนักการเมืองจากสองพรรคใหญ่ ลงชื่อหนุนออกแถลงการณ์ ฉ.2
นายโคทม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.59 ทางเครือข่ายฯ ได้จัดทำแถลงการณ์ฉบับแรกแล้ว โดยเรียกร้องให้ทุกกลุ่มทุกฝ่ายร่วมกันผลักดันให้เกิดกระบวนการทำประชามติที่โปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม ทุกฝ่ายได้ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างสร้างสรรค์ มีส่วนร่วมในการถกแถลงด้วยข้อมูลที่ถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย แต่จนถึงขณะนี้การลงประชามติที่กำลังจะมีขึ้นจะยังไม่สมบูรณ์ เพราะผู้มีสิทธิไม่ทราบว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน จะมีกระบวนการอย่างไรให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญ โดยทางเครือข่ายฯ จึงมีความห่วงใยในสถานการณ์ เป็นที่มาของการจัดทำคำแถลงฉบับที่ 2
นอกจากนี้นายโคทม กล่าวอีกว่า โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็จำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ขึ้นใหม่นั้น ซึ่งขอเสนอว่าให้ฉบับที่ 20 เป็นฉบับชั่วคราว เพื่อให้เดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่คสช.วางไว้ และให้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 มีเนื้อหาที่มีหลักการที่เคารพสิทธิของประชาชนต่างๆ โดยมีระยะเวลาที่ใช้เพียง 2 ปี ระหว่างนั้นต้องมีการหารือกันของทุกฝ่าย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคการเมือง เพื่อที่จะตั้ง สสร.เหมือนปี 40 ที่จะทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการฉันทามติของประชาชนต่อไป
จากนั้นนางสุนี นำอ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 2 โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้ 1.ให้ความเคารพในสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน ในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ โดยเปิดให้ประชาชนทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ได้ถกแถลงด้วยข้อมูลที่ถูกต้องรอบด้าน เอื้อให้มีพื้นที่สาธารณะที่ปลอดภัย เพื่อการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์ 2.จำเป็นต้องมีการเสนอทางเลือกที่ชัดเจนให้กับประชาชน ในกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ในวันที่ 7 ส.ค.59 ว่าจะมีกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรต่อไป 3.กรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติ ควรมีกระบวนการเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่มาจากฉันทามติผ่านกลไกที่ทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการออกแบบกระบวนการ และกำหนดหลักการสำคัญในรัฐธรรมนูญเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านกลับสู่ความเป็นประชาธิปไตย เป็นไปตามกรอบเวลาที่มีการประกาศไว้โรดแม็ปสู่การเลือกตั้ง และตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
4.หากหลักการตามข้อเรียกร้องที่กล่าวมาข้างต้นเกิดขึ้นจริง ทุกกลุ่มทุกฝ่ายควรยอมรับในผลของการทำประชามติ และ 5.รัฐธรรมนูญที่จะได้มาควรมีหลักการสำคัญ อาทิ การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิของประชาชนในด้านต่างๆ ที่ไม่ถดถอยไปจากเดิม การตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจอธิปไตย ของกลไกทางการเมืองที่มีความสมดุล กำหนดมาตรการในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น และมาตรการในการป้องกันความขัดแย้งไม่ให้ขยายผลไปสู่การใช้ความรุนแรง รวมทั้ง มีบทบัญญัติที่เอื้อให้สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่ยากเกินไป เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ และความเปลี่ยนแปลงของสังคมตามความจำเป็นและตามกรอบของกฎหมาย
ด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ รองประธานมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ กล่าวว่า เราจัดกิจกรรมภายใต้ภาวะที่ขาดเสรีภาพ ทำให้นักการเมือง นักวิชาการ บางส่วนยังลังเลที่จะแสดงตัว แต่เห็นด้วยกับหลักการ และให้การสนับสนุนในหลักการของทางเครือข่ายฯ ซึ่งจะนำสู่สันติธรรมของประเทศ และเราคาดหวังว่าการแสดงประชามติจะมีความหมายตามครรลองประชาธิปไตย คือเปิดกว้างประชาชนได้แสดงความเห็นอย่างเต็มที่ และต้องเป็นการลงประชามติที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ภาวะกดดันใดๆ ที่สำคัญประชาชนต้องเห็นทางเลือก จึงขอเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องได้พิจารณาว่าการลงประชามติต้องฟังความเห็นจากทุกฝ่าย และต้องร่างรัฐธรรมนูญโดยเคารพต่ออำนาจของประชาชน แต่ในนามส่วนตัว ตนขอเรียกร้องให้เลื่อนการทำประชามติออกไป จนกว่าจะมั่นใจได้ว่ามีประชาธิปไตยในการลงประชามติ โดยที่เสียงของประชาชนมีความหมาย ไม่เช่นนั้นการทำประชามติจะเป็นแค่พิธีกรรม ซึ่งการลงประชามติที่มีปัญหาจะนำไปสู่กติกาสูงสุดที่มีปัญหา กระทบคสช. กระทบชีวิตทุกคน จนนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงเหมือนพฤษภาทมิฬได้ ทั้งนี้ถ้าไม่เลื่อนก็ขอให้เวลาที่เหลืออยู่เป็นบรรยากาศที่เปิดกว้างอย่างเต็มที่
ด้าน นายบัณฑูรย์ เปิดเผยถึงการเข้าร่วมของพรรคการเมืองว่า ได้สื่อสารเรื่องดังกล่าวกับทุกพรรคการเมือง ซึ่งพรรคไหนเห็นด้วยก็จะตอบรับร่วมลงชื่อในคำแถลง ส่วนกรณีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นั้น ก็ได้หารือกันในโอกาสที่เจอกันตามเวทีต่างๆ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เห็นด้วยและสนับสนุนในแนวทางนี้ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายนามองค์กรที่ลงนามสนับสนุนคำแถลง อาทิ คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ขบวนการผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย ศูนย์ประสานงานเยาวชนสังคมนิยมประชาธิปไตย เป็นต้น ส่วนรายนามบุคคลที่ลงนามสนับสนุนคำแถลง เป็นที่น่าสังเกตว่าเป็นบุคคลที่มาจากพรรคการเมืองเข้าร่วมจำนวนมาก อาทิ บุคคลที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 9 คน อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ บุคคลที่มาจากพรรคเพื่อไทย จำนวน 18 คน อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายโภคิน พลกุล นายภูมิธรรม เวชยชัย นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายชูศักดิ์ ศิรินิล และนายวันมูหะหมัดนอร์ มะทา บุคคลจากพรรคชาติไทยพัฒนา เช่น นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และนายนิกร จำนง
ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมลงนามสนับสนุนคำแถลงครั้งนี้ด้วย อาทิ นางพะเยาว์ อัคฮาด นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เป็นต้น รวมถึงบรรดานักวิชาการ อาทิ นายประภาส ปิ่นตบแต่ง นางนฤมล ทับจุมพล นายเอกพันธุ์ ปิณฑวณิช นายสุณัย ผาสุข เป็นต้น





