วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้ง'ศรีวราห์'ดูแลศูนย์เฝ้าระวังเหตุ หวั่นกลุ่มป่วนประชามติ

รองโฆษกตร. ระบุการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังเหตุ ให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล เป็นผู้ดูแล หวั่นเกิดเหตุป่วนการลงประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตร. ได้กล่าวถึงกรณีที่มีผู้ฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติหน่วยที่ 5 ภายในโรงเรียนวชิรสารศึกษา หมู่ที่ 5 บ้านเหนือ ต.สลกบาตร อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ที่ผ่านมา ต่อมาพบว่าเหตุดังกล่าวเกิดจากความซุกซนของเด็กหญิง 2 คนอายุ 8 ปีไปวิ่งเล่นและก่อเหตุขึ้นโดยไม่มีเจตนา เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้ตั้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์ไว้ก่อน ว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองซึ่งการการสอบสวนทราบว่าเด็กเข้าไปวิ่งเล่นในบริเวณดังกล่าว และพบว่ากระดาษที่ติดอยู่มีสีสันสวยดีจึงเข้าไปฉีกเล่นโดยไม่ได้เจตนา 

พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ก็ได้ทำการไปสอบสวนเด็ก ทั้ง 2 คนพร้อมกับสหวิชาชีพและหน่วยงานที่เกี่ยว เพื่อให้ความบริสุทธิ์กับทุกฝ่ายแล้ว ส่วนกรณีที่เด็กอายุต่ำว่า10 ปี แล้วเด็กไม่ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดนั้นก็เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนการสั่งย้าย พ.ต.อ.อิทธิ ชำนาญหมอ ผกก.สภ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 6 โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิมนั้น เป็นเรื่องความผิดในเรื่องการรายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบล่าช้าเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องในคดีที่ดังกล่าว

ทั้งนี้เนื่องจากในวันที่ 7ส.ค.ที่จะถึงนี้เป็นวันลงประชามติ ซึ่งถื่อว่าเป็นวันสำคัญของประเทศ ทางพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฝ่ายความมั่นคงและรมว.กระทรวงกลาโหม ได้แสดงความเป็นห่วงว่าจะมีมือที่ 3 มาสร้างความไม่เข้าใจต่อประชาชน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่มีตำรวจมีหน้าที่ในการดูแลความสงบเรียบร้อยในช่วงทั้งก่อนและหลังการลงประชามติ ทั้งนี้ได้มีการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังเหตุโดยมีพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. เป็นผู้ดูแลและเฝ้าระวัง

ทั้งนี้ มีการรายงานข่าวที่ชัดเจนในการเฝ้าดูพื้นที่หรือกลุ่มบุคคลที่จะก่อความวุ่นวาย และยังไม่ได้เฝ้าระวังที่พื้นที่ใหรือกลุ่มบุคคลใดเป็นพิเศษ ไม่อยากให้มองว่าจังหวัดนั้นเป็นพื้นที่ของนักการเมืองพรรคใด และอยากให้ประชาชนศึกษา กฎหมายว่าสิ่งใดทำได้หรือทำไม่ได้ ซึ่งมาตรา1ในประชามตินั้น สามารถให้ประชาชนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นตามที่กฎหมายกำหนดได้ แต่ต้องไม่ใช่การยุยง ส่งเสริมความไม่สงบทางการเมือง หรือการด่าหยาบคายไม่มีมูลความจริง รวมไปถึงห้ามไม่ให้มีการจัดทำโพลล์สำรวจต่างๆด้วย เกรงว่าจะเป็นการชี้นำประชาชน ซึ่งหากพบว่ามีการก่อความไม่สงบเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดำเนินการตามกฎหมายโดยบังคับใช้กฎหมายทุกฉบับที่ให้อำนาจหน้าที่ในการปฏิบัติ

ส่วนกรณีเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่เจ้าหน้าที่ทหารได้ เข้าตรวจสอบจดหมายที่ไปรษณีย์ จ.ลำปาง แล้วพบจดหมายกว่า 3,000 ฉบับ โดยจ่าหน้าซองลงเพียงเลขที่บ้าน แต่ไม่ระบุชื่อผู้รับ และไม่ระบุชื่อผู้ส่ง และจดหมายบางซองไม่ได้ปิดผนึก โดยมีข้อความด้านในจดหมายได้เขียนข้อความบิดเบือนสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่ผิดไปจากร่างรัฐธรรมนูญจริง ร่วมไปถึงกรณีที่นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้กล่าวถึงว่ามั่นใจว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง และมีข้อมูลที่พูดคุยกับฝ่ายความมั่นคง ทราบว่าต้นตอของจดหมายดังกล่าวอยู่แถวดุสิต ซึ่งกำลังติดตามและตรวจสอบ หาหลักฐานอยู่นั้น พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกำลังช่วยกันสืบหาที่มาของจดหมายดังกล่าว และตัวการรวมไปถึงผู้สนับสนุนด้วย “ซึ่งไม่ว่าจะตัวการหรือเป็นผู้สนับสนุนนั้นจะได้รับโทษเท่ากัน ถึงจะเป็นประชาขนแล้วอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้