พรรคประชาธิปัตย์ ชี้ร่างพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง เอื้อคอร์รัปชั่นใหญ่โต และทำลายการถ่วงดุลการตรวจสอบ
นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณีที่กรรมาธิการ(กมธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังพิจารณา ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ว่าที่ผ่านมาตนได้พูดถึงมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งได้ระบุชัดเจนว่า ยกเว้นกฎหมายนี้กับการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐวิสาหกิจ การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ การจัดซื้อจัดจ้างเรื่องการวิจัยและค่าที่ปรึกษา ซึ่งตนขอพูดรายละเอียดสำคัญเพิ่มอีก 2 ประเด็นซึ่งจะส่งผลเสียกับวินัยการเงินการคลังของประเทศเป็นอย่างมาก หากมีการประกาศใช้
เนื่องจากมาตรา 7 วงเล็บที่ 4 และวงเล็บที่ 5 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ระบุว่ามีการยกเว้นไม่ให้ใช้กับเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ ซึ่งตนห่วงเรื่องนี้มาก เพราะในรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการออก พ.ร.บ.กู้เงิน อาทิการเงิน 2.2 ล้านล้านบาท หรือกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท ถ้า พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับนี้ออกมา เรื่องเหล่านี้ก็จะถูกยกเว้นไม่สามารถตรวจสอบได้เลย ดังนั้นตนคิดว่ารัฐบาลทหารจะมาออกกฎหมายมาเพื่อเอื้อให้เกิดการทุจริตอย่างใหญ่โต ดังนั้นจึงขอท้วงติงให้มีการแก้ไขให้ตรงตามเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการเกิดทุจริตอย่างแท้จริง
นายราเมศ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการร่างกฎหมายที่เอื้อให้มีการทุจริต ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลตามร่างกฎหมายฉบับนี้ถือว่าทำลายระบบการถ่วงดุลการใช้งบประมาณของรัฐโดยสิ้นเชิง เพราะในมาตรา 37 ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้นั้นระบุว่าให้มีการตั้งคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริต ตนขอถามว่าร่างกฎหมายอย่างนี้ได้อย่างไร การให้ผู้แทนสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระเข้ามาเกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ทำไมไม่ให้ ป.ป.ช.ซึ่งมีอำนาจตรวจสอบการทุจริตได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ
เช่นเดียวกับในมาตรา 41 ที่ระบุว่ามีคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องเรียน โดยเป็นตัวแทนของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) และการให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ามาเป็นคณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ ตนคิดว่าเรื่องนี้ก็ถือว่าเป็นการทำลายหลักการถ่วงดุลการตรวจสอบโดยสิ้นเชิง และในสัปดาห์หน้าตนจะทำหนังสือไปยัง สตง. และ ป.ป.ช.เพื่อให้เห็นข้อพิรุธของ พ.ร.บ.ฉบับนี้และให้ร่วมการท้วงติงด้วย





