“พิชัย” ชี้ประชามติร่างรธน. ส่งผลต่อเศรษฐกิจและการว่างงาน
นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะโตได้ถึง 4-5 % ว่า คงเป็นไปได้ยาก เพราะไม่รู้จะเติบโตได้ในภาคส่วนไหน การที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำตั้งแต่มีการรัฐประหาร และการส่งออกที่ลดลงต่อเนื่อง อีกทั้งการลงทุนที่หดหาย ทำให้ตัวเลขการว่างงานเพิ่มขึ้นมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นไปอีกตามที่ได้เคยเตือนแล้ว ผลคือจะทำให้นักศึกษาที่จบใหม่หางานทำยาก อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในโลกนี้ที่จะใช้แรงงานน้อยลง โดย WEF คาดการณ์ ว่า 72% ของงานในไทยจะถูกทดแทนโดยสมองกลภายในไม่ถึง 20 ปี ซึ่งหากประเทศไทยยังไม่ปรับตัวและยังไม่สามารถเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสูงจากต่างประเทศได้ โอกาสที่ไทยจะล้าหลังและประชาชนตกงานเพิ่มขึ้นจะเป็นไปได้สูงมาก
ทั้งนี้ การปรับประเทศไทยให้เป็นไทยแลนด์ 4.0 จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งจะต้องปรับประเทศในทุกด้าน โดยเฉพาะการเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกน่าจะเป็นความจำเป็นอย่างแรกที่ต้องรีบทำ หากรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างประเทศได้ล่าสุดสภาผู้แทนเยอรมันที่ไทยอ้างว่าไปลอกแบบระบบสัดส่วนผสมของรัฐธรรมนูญเยอรมันมาก็ยังออกมาวิจารณ์รัฐธรรมนูญนี้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจ จะยิ่งสร้างปัญหาความไม่เชื่อมั่น ดังนั้น ประชาชนจะต้องพิจารณาให้ดีในการลงประชามติในครั้งนี้ เพราะจะมีผลต่อเศรษฐกิจและการว่างงานในอนาคต
นายพิชัย กล่าวอีกว่า รัฐบาลดูเหมือนจะยังไม่เข้าใจในเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องปรับประเทศในทุกด้าน ที่รัฐบาลอธิบายกลับกลายเป็นการแบ่งเกรดประชาชนเป็นคนไทย 1.0 คนไทย 2.0 ที่อาจกลายเป็นการแบ่งแยกชนชั้นของประชาชนให้เพิ่มขึ้น ซึ่งหากรัฐบาลยังไม่สามารถอธิบายไทยแลนด์ 4.0 อย่างง่ายๆ ให้ประชาชนเข้าใจได้ และดูเหมือนว่ารัฐบาลเองก็ยังสับสนและไม่เข้าใจ โอกาสที่จะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นไทยแลนด์ 4.0 จะเป็นไปไม่ได้เลย จึงอยากให้ศึกษาให้ดีก่อนพูด อย่าทำให้ไทยแลนด์ 4.0 สับสนเหมือนการลงประชามติ




