วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยกฟ้อง'อดีตอัยการสูงสุด' ไม่ผิด! สั่งฟ้องยิ่งลักษณ์

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนยกฟ้อง “อดีตอัยการสูงสุด-ทีมอัยการคดีจำนำข้าว”ไม่ผิดสั่งฟ้องคดี อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์

ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 12 ก.ค.59 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อท.25/2558 ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายตระกูล วินิจนัยภาค อดีตอัยการสูงสุด ปัจจุบันเป็น อัยการอาวุโส,นายชุติชัย สาขากร รองอัยการสูงสุด,นายสุรศักดิ์ ตรีรัตน์ตระกูล อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน และนายกิตินันท์ ธัชประมุข รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน ซึ่งเป็นคณะทำงานพิจารณาคดีโครงการจำนำข้าว ที่มีความเห็นสั่งฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-4 ในความผิดฐานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157และร่วมกันกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ตามมาตรา200

ตามคำฟ้องระบุว่า โดยเดือน ส.ค.57และเมื่อวันที่ 3 ก.ย.57 นายตระกูล จำเลยที่ 1 ขณะดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งแต่งตั้ง นายชุติชัย อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ จำเลยที่ 2 นายสุรศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน จำเลยที่ 3 และนายกิตินันท์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน จำเลยที่ 4 เป็นคณะทำงานพิจารณาสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.กรณีการดำเนินคดีต่อโจทก์ในโครงการรับจำนำข้าว และเมื่อวันที่19ก.พ.58 นายตระกูล อัยการสูงสุด จำเลยที่ 1 ยังมีคำสั่งให้ จำเลยที่ 2 - 4 เป็นพนักงานอัยการดำเนินคดีที่ได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยการปฏิบัติหน้าที่ของจำเลยทั้งสี่นั้น ลักษณะแบ่งหน้าที่กัน ด้วยการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และยังร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่ง กระทำการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษ

ซึ่งวันที่ 3 ก.ย.57 จำเลยที่1ได้มีความเห็นว่า การไต่สวนยังมีข้อไม่สมบูรณ์ 4 ประเด็นใหญ่ แต่ปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่ายังไม่มีการไต่สวนข้อเท็จจริงตามข้อไม่สมบูรณ์ และยังมีข้อถกเถียงเรื่องการนัดประชุมของคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการและ ป.ป.ช. โดยวันที่ 23 ม.ค.58 นายสุรศักดิ์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน จำเลยที่3 ได้แถลงข่าวว่า นายตระกูล จำเลยที่ 1 มีความเห็นสมควรสั่งฟ้องโจทก์ ซึ่งเป็นเวลากะทันหันเพียง1ชั่วโมงก่อนที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะลงมติถอดถอนโจทก์ซึ่งน่าจะมีนัยสำคัญว่าเป็นวาระซ่อนเร้น โดยไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเหตุบังเอิญ การกระทำของจำเลยที่1ที่มีความเห็นสั่งฟ้องโจทก์ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าการไต่สวนข้อไม่สมบูรณ์ยังไม่แล้วเสร็จ นอกจากนี้เมื่อได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลฎีกาฯ แล้วยังได้บรรยายฟ้องบางตอนว่าโจทก์ได้ทำการทุจริตหรือสมยอมให้มีการทุจริต แต่จำเลยทั้งสี่กลับบรรยายฟ้องแตกต่างจากรายงานของ ป.ป.ช.ว่าโจทก์รู้เห็นและรับทราบการทำทุจริต จึงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้ การกระทำของจำเลยจึงทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์

โดยศาลอาญามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 ต.ค.58 ให้ยกฟ้องชั้นตรวจพิจารณาคำฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอน และกระบวนการทางกฎหมาย ไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และไม่มีเจตนากลั่นแกล้งให้โจทก์ต้องรับโทษหนักขึ้น

ต่อมาโจทก์ ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์ รับฟ้องคดี

ศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้ว เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นอำนาจที่สามารถกระทำได้ของอัยการสูงสุดกับพวก และการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย จึงมีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง ตามศาลชั้นต้น

ขณะที่แหล่งข่าวอัยการ กล่าวว่า วันนี้ อ่านศาลอุทธรณ์ ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นยกฟ้องในคดีโดยที่ยังไม่ได้มีการไต่สวนมูลฟ้อง ถือว่าเป็นการอ่านสำนวนแล้วเห็นว่าไม่ผิดศาลก็เลยยก ส่วนคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันนี้ยังไม่ทราบว่ามีผู้พิพากษาที่พิจารณาสำนวนได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือไม่ ส่วนจะมีการฟ้องกลับ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่นั้น ยังไม่ได้มีการพิจารณา เพราะการฟ้องคดีจำนำข้าวเป็นการกระทำไปตามหน้าที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ที่ น .ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบไม่ยับยั้งโครงการจำนำข้าวนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ไต่สวนพยานอัยการ ฝ่ายโจทก์ ไปแล้วเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยศาลฎีกาฯ นัดไต่สวนพยานจำเลยนัดแรกในวันที่ 5 สค.นี้ เวลา 09.30 น. ซึ่งตามบัญชีพยาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลย จะเข้าไต่สวน เป็นปากแรก