'มาร์ค' ชี้ นักการเมืองพบปะพูดคุยเป็นเรื่องปกติ วอนอย่าทำให้เป็นปมปัญหาทางการเมือง ก่อความระแวงเพิ่มขึ้น
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนที่ 1 (สปท.)ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากการหารือระหว่างตัวแทน สปท. กับพรรคประชาธิปัตย์ ประมาณ 1 ชม. ว่าในวันนี้เป็นการมาชี้แจงความคืบหน้าของงานปฏิรูป ซึ่งเราเห็นตรงกันว่าประเทศจะต้องเดินหน้าในทิศทางของประชาธิปไตย ซึ่งรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นที่ยอมรับ ทั้งนี้ทางพรรคได้มอบหมายให้ นายกษิต ภิรมย์ สปท. เป็นผู้ประสานงานระหว่างสปท. และพรรคฯ เมื่อถามถึงข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ที่อยากให้ปลดล็อคให้พรรคการเมืองประชุมเพื่อปฏิรูปพรรคได้นั้น นายอลงกรณ์กล่าวว่า ข้อสังเกตทุกเรื่องในวันนี้จะนำไปพิจารณา และ สปท. จะปรับปรุงการทำงานของตัวเอง ส่วนอะไรที่อยู่นอกเหนืออำนาจ ไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ตนก็รับฟัง อย่างไรก็ดีที่ผ่านมา สปท. ก็ได้เปิดกว้าง ให้มีสมาชิกทุกพรรคการเมืองมาเป็น สปท. ซึ่งถือว่าพรรคการเมืองได้มีส่วนร่วมอยู่ แล้วการดำงานของสปท.ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นกลาง อีกทั้งการจัดทำแผนปฏิรูป สปท. ก็รับฟังข้อเสนอจากฝ่ายการเมืองอยู่แล้ว
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่าจะมีการหารือกับนักการเมืองเพื่อหาทางออกให้กับประเทศว่า โดยธรรมชาติในแวดวงนักการเมืองมีการพูดคุยกันอยู่เป็นระยะๆอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ถ้านักการเมืองถูกมองว่ามีลักษณะไปสร้างประเด็นการเมือง หรือทำให้เกิดความหวาดระแวง เป็นช่องว่างกับฝ่ายอื่นๆไปอีก หรือถ้าประชาชนมองว่าคิดแต่เรื่องของตนเองก็จะเป็นปัญหา ซึ่งจริงๆแล้ว พรรคการเมืองและนักการเมืองก็แสดงความคิดเห็นและมีการพบปะกันอยู่เป็นเรื่องปกติ ตนคิดว่าไม่ควรสร้างให้เป็นปมปัญหาเพิ่มขึ้นมา จะเห็นว่าปฏิกิริยาของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มองว่ามีเรื่องอะไรแอบแฝงหรือไม่ สิ่งที่เราต้องการคือการสร้างความไว้วางใจของทุกฝ่ายในสังคม ฝ่ายนักการเมืองคิดว่าทุกคนอยากเรียกร้องความธรรม ซึ่งแม้ว่าในเรื่องจริงนักการเมืองจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในอดีตที่ผ่านมา แต่ไม่ได้หมายความว่าเลวทุกเรื่อง เลวทุกคน เพราะในที่สุดแล้วบ้านเมืองก็หนีระบบตัวแทนไปไม่ได้
"ที่ผมได้ฟังจากนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคฯ ว่าเป็นการปรารภ เรื่องจากไปพบกันในวงเสวนาว่า นักการเมืองจะต้องคุยกันบ้าง ซึ่งผมคิดว่าเป็นความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติมาก ต้องบอกตรงๆว่าคุณนิพิฏฐ์ก็ไม่ได้คิดว่าคุณสุดารัตน์จะเอาไปพูดบนเวที ให้กลายเป็นเรื่องที่เหมือนกับว่า มาจัดให้พูดคุยอย่างทางการ ผมคิดว่าพอเป็นไปในอารมณ์นั้น เมื่อมีปฏิกิริยาของนายกฯ ออกมาก็เข้าใจได้ ที่เกิดความรู้สึกระแวงว่านักการเมืองกำลังจะไปสมคบสุมหัว ทำอะไรกันหรือไม่ ผมคิดว่าพื้นที่สำหรับการเมืองอย่างไรก็ต้องเปิด ความเห็นของทุกฝ่ายในสังคมต้องช่วยกันรับฟัง วันข้างหน้าควรมีการพูดคุยไม่ใช่ระหว่างพรรคการเมืองกัน แต่ทุกฝ่ายในสังคมรวมทั้งผู้มีอำนาจด้วยว่า แต่ละฝ่ายจะมองบทบาทวันข้างหน้าทั้งหมดอย่างไร" นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่าแสดงว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดคุยกัน ตามที่คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่าใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนไม่ค่อยเข้าใจ เพราะดูเหมือนว่าลักษณะที่จะพูดกันเป็นการพูดส่วนตัว ในเชิงปรับทุกข์แลกความคิดกัน เมื่อเรื่องดังกล่าวถูกเปลี่ยนเป็นประเด็นทางการเมืองไปแล้ว การพบกันจึงไม่ค่อยเป็นประโยชน์ ตนเห็นว่าถ้าจะคุยกันต้องเป็นประโยชน์ส่วนรวม และลดช่องว่างระหว่างพรรคการเมืองกับฝ่ายอื่นๆ เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำให้เกิดความตึงเครียด ไม่เช่นนั้นประเทศจะเดินหน้าไม่ได้ เมื่อถามอีกว่าจากวันนี้จนถึงวันลงประชามติ มีอะไรที่ต้องระมัดระวังบ้าง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องรอดูคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ยืนยันว่าถ้ายังเดินไปแบบที่เป็นอยู่ การทำประชามติก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ได้ ก็ถือว่าน่าเสียดาย





