วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ศาลยุติธรรม'เดินหน้าสุดตัว ห่วงร่างกม.ชะลอฟ้อง

"ศาลยุติธรรม" เดินหน้าสุดตัว ห่วงร่างกฎหมายชะลอฟ้อง ยังไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาคดี - คนล้นคุก ย้ำ ยังมีข้อบกพร่องเตรียมระดมความเห็นเพิ่ม

นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล โฆษกศาลยุติธรรม พร้อมด้วย น.ส.ธัญญานุช ตันติกุล ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา และน.ส.อัมภัสชา ดิษฐอำนาจ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา ได้กล่าวถึงความคืบหน้ากฎหมายชะลอฟ้องที่เสนอโดยกระทรวงยุติธรรม ที่ผ่านความเห็นชอบของ ครม.แล้ว แต่ส่งร่างกลับให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งก่อนหน้านี้ นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เคยยื่นหนังสือแสดงความห่วงใยต่อข้อบกพร่องของร่างกฎหมายในหลายประเด็นทั้งเรื่องขาดองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจ , จำกัดสิทธิของผู้เสียหายในการนำคดีขึ้นสู่ศาล และกระทบต่อการใช้วิธีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า ศาลมีข้อห่วงใยเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่หลักการอ้างว่ากฎหมายจะแก้ปัญหาคนล้นคุกนั้น ข้อเท็จจริงโทษคุมขังส่วนใหญ่เป็นคดียาเสพติดที่มีโทษหนักมากกว่ากลุ่มประเภทคดีที่จะเข้าข่ายกฎหมายชะลอฟ้อง และตามสถิติเมื่อปี 2558 ศาลชั้นต้น ใช้เวลาพิจารณาคดีเสร็จใน 1 ปีมี 98 % ส่วนคดีที่ใช้เวลาพิจารณาเสร็จ 1 เดือนมีมากกว่า 80 % ขณะที่ในงานวิจัยของทีดีอาร์ไอ พบว่า บางคดีไม่ควรมีโทษทางอาญา เพราะสามารถใช้กลไกทางแพ่งและวิธีการทางปกครองจัดการได้ อีกทั้งประเทศไทยมีกฎหมายกว่า 1 แสนฉบับ โดยเป็นกฎหมายอาญา 350 ฉบับ หากต้องการลดจำนวนคดีลงควรจะสังคยานากฎหมายมากกว่า

ในต่างประเทศกฎหมายชะลอฟ้องจะพิจารณาคดีที่จะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในระดับกว้าง เช่น บริษัทหนึ่งจะต้องโทษคดีอาญาจนไม่สามารถดำเนินกิจการได้และจะกระทบต่อคนจำนวนมาก ไม่ใช่การชะลอฟ้องในคดีอาญาที่จะมีผลต่อตัวบุคคล เช่น คดีข่มขืน, ติดสินบนเจ้าหน้าที่, ฮั้วประมูล, คดีที่เป็นความผิดต่อรัฐ, ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ฯลฯ ซึ่งหากเป็นกรณีกฎหมายที่ใช้กับเด็กก็อาจมีความเหมาะสม เพื่อให้โอกาสเด็กและเยาวชน แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่รู้ผิดชอบชั่วดีแล้วกระทำผิดแล้วยังมีกฎหมายคุ้มครองแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ ส่วนกรณีที่มีการพูดถึงว่า เมื่อเข้าสู่กระบวนการชะลอฟ้องแล้วจะไม่มีประวัติอาชญากรติดตัวนั้น ก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการชะลอฟ้องไปแล้วหนึ่งครั้งจะมีประวัติการชะลอฟ้องแสดงให้เห็น และจะไม่สามารถนำคดีเข้าสู่ชะลอฟ้องเป็นครั้งที่สอง ซึ่งหากจะแก้ปัญหาด้านนี้ บางรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ใช้วิธีไม่ซักประวัติอาชญากรในการสมัครงาน เพื่อเป็นการให้โอกาสคนกลุ่มนี้กลับคืนสู่สังคมได้

ศาลยังมีความเป็นห่วงเรื่องกระบวนการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจในการชะลอฟ้อง เนื่องจากร่างกฎหมายไม่ได้ให้องค์กรภายนอกเข้ามาตรวจสอบการทำงานของตำรวจและอัยการ แม้จะมีการระบุให้อัยการสูงสุดตรวจสอบได้ ก็เป็นการตรวจสอบในแนวดิ่งที่ให้อำนาจผู้บังคับบัญชาตรวจสอบการปฏิบัติของพนักงาน ไม่ใช่ลักษณะของการถ่วงดุลอำนาจของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ หากเข้าสู่กระบวนการชะลอฟ้องแล้วผู้เสียหายเห็นว่ามีความฉ้อฉลในการชะลอฟ้อง ในร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ให้นำหลักฐานมายื่นฟ้องศาลได้ ซึ่งผู้เสียหายต้องรวบรวมหลักฐานเองที่จะมีความยุ่งยาก แต่ก็มีคำถามว่าทำไมให้ศาลตรวจสอบปลายเหตุ น่าจะให้มีการตรวจสอบตั้งแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยและชะลอฟ้อง

ดังนั้น จึงไม่อยากให้เร่งออกกฎหมายชะลอฟ้องมาในลักษณะนี้ เพราะตัวร่างฉบับดังกล่าวยังเป็นปัญหา และเรายังมีความสงสัยอยู่ว่าจะแก้ปัญหาตามวัตถุประสงค์ได้จริงหรือไม่ ทั้งที่วิธีการแก้ปัญหาก็มีวิธีอื่นที่ได้ผลมากกว่านี้ อย่างไรก็ดี ผู้บริหารศาลยุติธรรมและผู้พิพากษาได้นัดประชุมเสวนาระดมความเห็นเรื่องกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ประมาณกลางเดือน ก.ค.นี้