(ขยายปมร้อน) จับตา คสช. ปรับมาตรการ ลดอุณหภูมิการเมือง
เมื่อเส้นทางเดินใกล้เข้าสู่ป้ายของการทำประชามติ ก็มีอีกปมปัญหาระหว่างทางคือกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ มาตรา 61 วรรคสอง ของพ.ร.บ.ว่าด้วยการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ขัดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว หรือไม่ โดยเรื่องนี้เกิดเป็นประเด็นคำถามไปยังผู้มีอำนาจของบ้านเมืองทันที ว่าจะสะเทือนถึงการทำประชามติหรือไม่ อย่างไร
โดยฝั่งฝากของรัฐบาล โดย “นายกฯตู่” ได้มองถึงประเด็นนี้ โดยฮึ่มใส่ทันทีที่ถูกยิงคำถามว่า การทำประชามตินั้นถ้ามีความขัดแย้งก็ต้องเลื่อนออกไป ซึ่งไม่ใช่ตัวเองเป็นผู้สั่งให้เลื่อน อย่างไรก็ตามต้องขึ้นอยู่กับผลของศาลรัฐธรรมนูญ ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันว่าจะเอาอย่างไรต่อ
ด้าน “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ มือกฎหมาย ปรับโทนใส่น้ำเย็นให้คำพูดของ “บิ๊กตู่” โดยบอกว่าสิ่งที่นายกฯได้พูดไปนั้น เป็นการ “มองไกลไป 5 ช็อต” มองไปถึงว่าถ้ามีเหตุการณ์วุ่นวายจากปมข้อกฎหมายที่รอการตีความนี้ออกมาแล้วซึ่งสิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งให้ศาลพิจารณา เนื่องจากติดใจ 3 คำคือ “ก้าวร้าว รุนแรง และหยาบคาย” ถ้าคำใดคำหนึ่งถูกศาลวินิจฉัยว่าผิด ก็เพียงแค่ตัดคำนั้นทิ้ง หรือถ้าผิดทั้ง 3 คำก็ตัดทิ้งทั้งหมดเสีย แม้ว่าผลวินิจฉัยจะถูกเคาะออกมาแบบไหน ก็ไม่สะเทือนต่อเส้นทางการทำประชามติ 7 ส.ค.แน่นอน หรือหากแม้ศาลจะพิจารณาหลังจากนั้นก็ไม่เป็นปัญหา
ขณะที่ฝ่ายอื่นๆ ทั้งกรธ. สนช. รวมถึง กกต.เอง ก็พร้อมใจกันแสดงความมั่นใจในปมปัญหานี้ว่าไม่กระทบไปถึงวันหย่อนบัตร และเชื่อว่ามิใช่ปัจจัยที่ทำให้โร้ดแม็ปต้องยืดยาวออกไป
“มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ. ก็มองว่านี่ไม่ใช่เรื่องสาหัส แต่ก็เหมือนจะแอบกังวลว่าข้อกฎหมายที่เป็นปัญหา อาจจะกระทบไปถึงการบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ มากขึ้น
อย่างไรก็ตามต้องมาดูที่คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งว่าจะทำให้ต้องขยับปรับแก้ เป็นผลมากน้อยแค่ไหน
แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โร้ดแม็ปเป็นอันต้อยืดยาวขยายก็คือในเรื่องของความสงบเรียบร้อย ซึ่ง “บิ๊กตู่” เองได้ประกาศชัดในเวทีนานาชาติ ของที่ประชุมประเทศสมาชิกจี 77 ว่า จะไม่ไปไหน หากประเทศยังไม่สงบ
ประโยคนี้อาจเป็นอีกหนึ่งป้ายเตือนที่ต้องการสื่อถึงฝ่ายการเมืองซึ่งช่วงหลังพล.อ.ประยุทธ์ ฮึ่มกลับอยู่บ่อยครั้ง แม้เร็วๆเพิ่งจะมีการปลดล็อคผ่อนผันให้มีการเดินทางออกนอกประเทศตามเงื่อนไขได้ แต่ก็เหมือนไม่ใช่อย่างที่พรรคการเมืองต้องการเสียทีเดียว เพราะข้อเสนอให้พรรคจัดกิจกรรมประชุมพรรคได้ ยังไม่ได้รับการหืออือ
หรือแม้แต่ปรับโทนในส่วนของการเรียกบุคคลมาปรับทัศนคติ โดยได้รื้อโต๊ะปูพรมใหม่โยนคำว่า “ปรับทัศนคติ” ทิ้งใส่กล่องลายพราง และเปลี่ยนคำใหม่ให้นุ่มนวลเป็น “พูดคุยทำความเข้าใจ” พร้อมย้ายสถานที่พบเจอเป็นสถานีตำรวจหรือศาลากลางจังหวัด ซึ่งอาจทำให้ลดองศาบรรยากาศทางการเมืองที่ตอนนี้แม้จะได้ไม่ร้อนระอุแต่ก็กำลังเข้าสู่ช่วงเข้มข้นสุดๆ ท่ามกลางสภาพอากาศที่กำลังบอกลาฤดูร้อน
นี่ก็เข้าสู่ขวบฤดูฝนที่รอบสองของรัฐบาลและคสช.แล้ว และอีก ประมาณ 2 เดือนก็จะถึงการทำประชามติ ต้องจับตาว่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมที่จะปรับเปลี่ยน ผ่อนปรน หรือแก้เกม เพื่อที่จะช่วยลดให้โทนของสถานการณ์การเมืองดูผ่อนคลายลงรับช่วงเวลาสำคัญอีกหรือไม่





