วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปลดล็อค'ห้ามออกนอก ปท...แค่ 'ผ่อนคลาย'

(รายงาน) “ปลดล็อค” ห้ามออกนอก ปท...แค่ “ผ่อนคลาย” แต่.. “ไม้แข็ง” คสช. ยังอยู่ครบ

ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาไปแล้วเมื่อ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา กับประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช. )ที่ 25/2559 เรื่อง ยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ที่เคยถูกขึ้น “แบล็คลิสต์” เมื่อครั้งที่ คสช .เพิ่งยึดอำนาจและมีคำสั่งฉบับที่ 21/2557 ลงวันที่ 23 พ.ค. 2557 สั่งห้ามบุคคลจำนวน 155 ราย ที่มารายงานตัว ต่อ คสช. เดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุมัติจากหัวหน้า คสช.

สำหรับเหตุผลในคำสั่งที่ให้ยกเลิกห้ามบุคคล ซึ่งมีทั้งนักการเมืองและนักธุรกิจ เดินทางออกนอกประเทศนั้น ให้เหตุผลว่า เพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ ส่งเสริมความรักและความสามัคคีของประชาชนในชาติ อันจะทำให้กระบวนการปฏิรูปประเทศ สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ “เบื้องหลัง” ของคำสั่งที่ “ปลดล็อค” ห้ามนักการเมืองเดินทางออกนอกประเทศ ดังกล่าว นั้น มาจากมติที่ประชุม คสช.และหน่วยงานความมั่นคง วาระพิเศษ ที่มี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.  นั่งเป็นประธานในที่ประชุม และได้รับรายงานจาก คสช., สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ,สภาความมั่นคงแห่งชาติ  โดยทุกหน่วยเห็นตรงกันว่า สถานการณ์โดยรวมอยู่ในสภาวะเรียบร้อย นำมาซึ่งที่ประชุมมีมติ ให้บุคคลที่เคยมีรายชื่อที่ คสช.สั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากหัวหน้า คสช.อีก  แต่ยกเว้นสำหรับบุคคลที่มีคดีติดตัวซึ่งมีคำสั่งศาลห้ามบุคคลนั้นเดินทางออกนอกประเทศ ก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาล

ที่จริง การ “ปลดล็อค ” ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ เป็นแค่เรื่องเล็กๆ สำหรับ คสช. ที่หยิบยื่นให้กับบุคคลที่ คสช. เห็นว่า อยู่ฝ่ายตรงข้าม เพราะว่า เอาเข้าจริงที่คนเหล่านี้ถูกขึ้น“แบล็คลิสต์” ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เมื่อครั้งที่ คสช. ยึดอำนาจ เพราะ คสช. ดูจากชื่อและหน้าตาของนักการเมืองและนักธุรกิจรายนั้น แล้วเห็นว่า อยู่ฝ่ายตรงข้าม คสช. หรืออิงกับกลุ่มอำนาจเก่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป ปรากฏว่า หลายคนหรือส่วนมากไม่เคยสร้างปัญหาให้กับ คสช. เพราะคนสำคัญของฝ่ายตรงข้ามที่มักสร้างปัญหาให้กับ คสช.จะมี “คดี ”ติดตัว ซึ่งคนเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในข่ายที่ได้รับการปลดล็อคห้ามออกนอกประเทศตามคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 25/ 2559 อยู่แล้ว 

ดังนั้นการที่ คสช. ยอมยกเลิกคำสั่งของ คสช. ฉบับที่ 21/2557 ที่ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ จึงไม่ “กระเทือนซาง” ต่อ คสช. ในการคุมอำนาจประเทศนี้แม้แต่น้อยนิด แต่เป็น “การผ่อนคลาย” แรงกดดันทางการเมืองทั้งในและจากต่างประเทศที่มีต่อ คสช. ไปได้บ้าง ทำให้บรรยากาศเอื้ออำนวยต่อการเดินไปสู่การทำประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ มากขึ้น แม้ว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะบอกว่า การยกเลิกคำสั่งห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ ไม่มีใครมากดดันทั้งสิ้นและไม่เกี่ยวกับประชามติ เพียงแต่ว่าคำสั่งห้ามบุคคลออกนอกประเทศมีมานานแล้ว ตั้งแต่ช่วงการทำรัฐประหารของ คสช. เมื่อพ.ค.2557 จึงผ่อนคลายให้เท่านั้นเอง เมื่อทุกคนอยากให้ผ่อนคลาย ก็ทำให้ 

สำหรับการพยายาม“ผ่อนคลาย” สถานการณ์เมือง ลดแรงกดดันและความตึงเครียดทางการเมืองของ คสช.นั้น ยังมีกรณีอื่นๆอีก เริ่มตั้งแต่ คสช.เปิดช่อง ส่งสัญญานผ่านมายังคณะรัฐมนตรี ,คณะกรรมการการเลือกตั้งและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเวที ให้ตัวแทนพรรคการเมือง 50 พรรค  แสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญและการทำประชามติได้ จนทำให้บรรยากาศทางการเมืองผ่อนคลายไปในทางที่ดีขึ้น 

รวมทั้งการ “เปลี่ยนสถานที่” กรณีที่เชิญบุคคลมีความเห็นต่างมาปรับทัศนคติจาก “ค่ายทหาร”-“พื้นที่ทหาร” มาเป็นที่ “ศาลากลางจังหวัด”-“ อำเภอ” -“ สำนักงานเขต” -สถานีตำรวจ" และใช้ ตำรวจหรือฝ่ายปกครอง เป็นผู้พูดคุยแทนทหาร

ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลพยายามคิดหาทาง ทำทุกอย่างให้สถานการณ์เบาลงเท่าที่ทำได้ แต่ต้องไม่กระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของ คสช.ในการบริหารประเทศ เห็นได้จาก คสช. ยังคงคำสั่งสำคัญๆ ที่เป็นกลไกสำคัญและเป็น“ไม้แข็ง”ของ คสช.ไว้เพียบ ดังนี้

-คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ซึ่งเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ คำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฯ (ฉบับชั่วคราว)โดยนำมาใช้แทนการยกเลิกประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศหลัง คสช.ทำการรัฐประหาร เพื่อดำเนินการกับการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของชาติ   

โดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้ กำหนดให้ หัวหน้า คสช. สามารถแต่งตั้ง “ เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” และ “ผู้ช่วยเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” ซึ่งเป็น“ทหาร”  และให้ “ เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย” มีอำนาจในการป้องกันและปราบปราม การกระทำอันเป็นความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์,ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร,ความผิดอันเป็นการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. หรือหัวหน้า คสช.

คำสั่งหัวหน้า คสช. ยังกำหนดให้ “เจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อย ”  มีอำนาจออกคำสั่ง “ เรียกให้บุคคลมารายงานตัว”  หากกระทำการเข้าข่ายกระทำผิดข้างต้น และสามารถเข้าร่วมในการสอบสวนกับ“พนักงานสอบสวน”ได้ และสามารถเข้าไปในเคหสถาน หรือสถานที่ใดๆเพื่อตรวจค้นบุคคลหรือยานพาหนะใดๆได้ หากมีเหตุสงสัยว่าบุคคลซึ่งกระทำความผิด หลบซ่อนอยู่ หรือมีทรัพย์สินซึ่งมีไว้เป็นความผิด รวมทั้งมีอำนาจยึด อายัด ทรัพย์สิน

และข้อ 12 ของคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 ยังกำหนดห้ามการชุมนุมทางการเมือง ด้วย โดยระบุว่า ผู้ใดมั่วสุม หรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  เว้นแต่เป็นการชุมนุมที่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช. 

- ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 เรื่องความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ซึ่งทำให้คดีที่“พลเรือน” ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดที่เกี่ยวกับความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์  พระราชินี  รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา 107-112 ประมวลกฎหมายอาญา, ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา113-118 ประมวลกฎหมายอาญาและการฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่ง คสช. ต้องไปขึ้น“ศาลทหาร”  ทั้งที่บุคคลนั้นเป็น “ พลเรือน”

นอกจากนี้ ยังมีประกาศ คสช.ฉบับที่38/2557 เรื่องคดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร โดยระบุว่า ถ้าคดีใดประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน แม้แต่ละอย่างจะเป็นความผิดได้ในตัวเองและไม่ได้อยู่ในอำนาจศาลทหาร ก็ให้อยู่ในอำนาจ“ศาลทหาร”ที่จะพิจารณาพิพากษาด้วย 

โดยผลของประกาศ คสช. ฉบับนี้ ทำให้ความผิดที่นอกเหนือจากประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/2557 ต้องขึ้น “ศาลทหาร” ไปด้วย แม้ว่าผู้กระทำความผิดนั้นเป็น “พลเรือน” ถ้าคดีนั้น ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างที่เกี่ยวโยงกัน  ยกตัวอย่าง เช่น พลเรือนคนหนึ่งกระทำการ ที่เข้าข่ายผิด มาตรา 112  และ"ข้อหาอื่น"ซึ่งไม่อยู่ในอำนาจของ“ศาลทหาร” แต่ก็ทำให้“ข้อหาอื่น"  ต้องขึ้น “ศาลทหาร” ไปด้วย 

-ประกาศ คสช. ฉบับที่ 57 /2557 ห้ามพรรคการเมืองดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจการใดๆในทางการเมือง ให้เหตุผลว่า เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย  ประกาศฉบับนี้จึงเท่ากับการ“แช่แข็ง” พรรคการเมือง ไม่ให้มีการเคลื่อนไหวใดๆในทางการเมือง ซึ่งพรรคการเมืองเห็นว่าประกาศ คสช.ฉบับนี้ เป็นอุปสรรคต่อพรรคการเมืองเป็นอย่างยิ่ง 

ดังนั้นเมื่อ คสช.ได้เริ่มผ่อนคลายโดยยกเลิก ประกาศที่ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกประเทศ พรรคการเมือง ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นสองพรรคการเมืองใหญ่ ก็ได้ออกมา “รุกคืบ” ให้ คสช. ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 57/2557 โดยอ้างว่า การประชุมพรรคการเมืองมีความจำเป็นเพื่อที่จะได้ทำการปฏิรูปพรรครองรับกติกาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อีกทั้งเมื่อเข้าสู่การลงประชามติ ก็ควรจะเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากพรรคการเมืองด้วย รวมถึงการที่พรรคการเมืองต้องเตรียมพร้อมในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นและรับรองว่าพรรคการเมืองจะไม่สร้างความวุ่นวายใดๆขึ้น  แต่ คสช. ยังไม่ยอม เพราะไม่ไว้ใจพรรคการเมือง  โดยมองว่าที่ผ่านมาขนาดมีประกาศ คสช.ควบคุมพรรคการเมือง แต่ก็ยังมีนักการเมือง สร้างปัญหาให้กับ คสช. อยู่บ่อยๆจนต้องเรียกบางคนมาปรับทัศนคติ ดังนั้นถ้ายกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ก็ยิ่งไปกันใหญ่ นักการเมืองคงเคลื่อนไหวโจมตี คสช. กันอย่างเต็มที่ อีกทั้งขณะนี้้กำลังเข้าสู่ช่วงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ หากพรรคการเมืองประชุมหรือทำกิจกรรมทางการเมืองได้  ก็อาจมีผลต่อการชี้นำประชามติ 

-ประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 /2557และฉบับที่ 103 /2557 ควบคุมการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อ

นอกจากนี้  มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฯ(ฉบับชั่วคราว) ที่ให้อำนาจทั้งนิติบัญญัติิ บริหาร ตุลาการ กับคนเดียวๆ คือหัวหน้า คสช. ในการที่จะป้องกัน ระงับ หรือปราบปราม การกระทำที่เป็นการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ  ก็ยังคงอยู่ 

สรุปว่า  กลไกที่เป็น“ไม้แข็ง” ของ คสช. ในการยึดครองอำนาจต่อไปยังอยู่ครบถ้วน.. ใครหน้าไหนอย่าได้คิดลองดี