วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บิ๊กตู่' สั่งปรับแผนแก้ปัญหาภัยแล้ง จี้จัดโซนนิ่งปลูกพืช

"พล.อ.ประยุทธ์" สั่งปรับแผนแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เป็นโครงการระยะยาวให้สั้นเร็วขึ้น พร้อมจี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแนะเกษตรกรปลูกพืชแบบจัดโซนนิ่ง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ“คืนความสุขให้คนในชาติ” ถึงการลงพื้นที่ตรวจแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และติดตามผลการช่วยเกษตรกร ในจังหวัดนครราชสีมา ที่ผ่านมา ว่า ตนและคณะ วันก่อนนั้นเราก็ได้ไปพบปะกับประชาชน ที่ประสบปัญหาภัยแล้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกร ตามนโยบายรัฐบาล เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็ง เสริมการเรียนรู้ สนับสนุนการพัฒนาตนเอง ตั้งแต่ต้นทาง – กลางทาง – ปลายทาง อาทิเช่น โครงการเพิ่มศักยภาพพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ การแปรรูปข้าวหอมมะลิ – มันสำปะหลัง – อ้อย – ยางพารา ให้มีราคาสูงขึ้นมีนวัตกรรมนะครับ

การส่งเสริมประมงพื้นบ้าน ได้มีการมอบพันธุ์กุ้งและพันธุ์ปลาตะเพียนการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าครบุรี เป็นป่าเสื่อมโทรม พื้นที่ 3,182 ไร่ แก่ราษฎร 199 ราย ใน 2 อำเภอ4. การมอบหนังสือแสดงโครงการป่าชุมชน ให้แก่เกษตรกร จำนวน 11 แปลง พื้นที่ 21,057 ไร่ ใน 3 อำเภอ5. โครงการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ OTOP สู่สากล ซึ่งเรามีการพัฒนาลำดับ 1 – 2 – 3 แต่ถ้าเราเลื่อนจาก 3 มา 2, 2 ไป 1 ก็จะไปสู่สากลได้เร็วขึ้น ขอให้ทุกคนร่วมกันพัฒนา สำหรับในเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ มี 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือการเตรียมการ การพัฒนาเรื่องแหล่งน้ำ การระบายน้ำ การพร่องน้ำ การแจกจ่ายน้ำไปพื้นที่การเกษตร

อีกอันหนึ่งเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยภัยพิบัติ ด้วยโลกเปลี่ยนแปลงเช่นฝน แล้ง น้ำท่วม เราจะบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่น้อยเกินไป หรือน้ำที่มีมากเกินไปได้อย่างไร นี่เขาเรียกว่า มี 2 ขั้นตอน เพราะฉะนั้นการบริหารจัดการน้ำจะต้องทำทั้ง 2 อย่าง ว่ามีแผนอย่างไร ในพื้นที่เสี่ยงภัยอะไรบ้าง ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว ถ้าไปดูใน AGRI Map ของกระทรวงเกษตรจะเห็นทั้งหมดเลยว่าประเทศไทยนั้นมีน้ำที่ไหน พื้นที่สูง พื้นที่ต่ำตรงไหน ซึ่งผมก็กำลังให้เขาทำรายละเอียดเพิ่มเติมอีกนะครับ สามารถเข้าไปดูได้

นายกฯ กล่าวอีกว่า ในการแก้ปัญหาน้ำแล้งและน้ำท่วมในลุ่มน้ำสำคัญ ที่ จ.นครราชสีมาที่ผ่านมา มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง ในปี 58/59 จำนวน 11 อำเภอ มากพอสมควร พื้นที่ได้รับความเสียหาย 467,706 ไร่ และพื้นที่ประสบอุทกภัย ในปี 53, 56 กระทบพื้นที่การเกษตรและสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน จำนวน 2 อำเภอ ตนยินดี ได้รับรายงานความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ในการจัดทำฝายกั้นน้ำ ตามแนวทาง “ประชารัฐ” สำเร็จไปแล้ว จำนวน 170 แห่ง เพื่อชะลอน้ำ กักเก็บน้ำไว้ให้สามารถที่จะเลี้ยงพืช ผัก สวนครัว ต่างๆ ได้อย่างน้อย ก็มีรดน้ำพืชผักสวนครัวได้ ที่ใช้น้ำน้อย แล้วเราจะสร้างเพิ่ม อย่างต่อเนื่อง รวม 182 แห่ง ส่วนโครงการใหญ่ที่น่าสนใจ ตามนโยบายการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ อย่างบูรณาการ ก็มีอยู่ 2 โครงการ 1. โครงการแรกคือโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำพระเพลิง ที่ดำเนินการไปแล้ว เป็นการปรับปรุงแก้ไขแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่อแก้ปัญหาอุทกภัยจากน้ำส่วนเกิน ล้นเขื่อน พื้นที่ 2 อำเภอ แก้ปัญหาที่ อำเภอปักธงชัย อำเภอโชคชัย

นอกจากนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการกับเก็บน้ำ สำหรับใช้เป็นน้ำต้นทุน ในการอุปโภค-บริโภคของประชาชน ใน 3 อำเภอ คือ อ.ปักธงชัย อ.โชคชัย และ อ.เมือง รวมทั้ง ปรับปรุงระบบระบายน้ำ ได้แก่ 1. การยกระดับสันเขื่อน 2. การเพิ่มความกว้างทำนบดิน 3. การปรับปรุงฐานรากตัวเขื่อนให้แข็งแรง 4. การปรับปรุงคลองผันน้ำ จากเขื่อนลำพระเพลิง ไปยังอ่างเก็บน้ำลำสำลาย และ (5) การขุดลอกอ่างเก็บน้ำลำสำลาย เพื่อให้มีปริมาตรความจุสูงขึ้นเพื่อที่จะเติมกันได้ในระบบอ่างพวง คล้ายๆ กันเรื่องที่ 2. คือโครงการพัฒนาลุ่มน้ำลำเชียงไกรตอนล่าง ซึ่งเมื่อวันก่อนนี้ก็ได้มีการขออนุมัติให้ดำเนินการ ผมและคณะก็ได้พิจารณษร่วมกันแล้ว ก็เห็นชอบในหลักการให้มีการอนุมัติให้ดำเนินการได้ เนื่องจากตื้นเขิน และไม่ได้รับการพัฒนามากว่า 40 ปีแล้ว เพื่อใช้เป็นแหล่งกับเก็บน้ำ และชะลอน้ำหลาก ในช่วงฤดูฝน สำหรับเป็นแหล่งน้ำอุปโภค บริโภค ใช้ในการเกษตรกรรม ช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งของประชาชน ในพื้นที่ 6 อำแภอ คือ อ.พระทองคำ อ.เทพารักษ์ อ.ด่านขุนทุด อ.โนนไทย อ.โนนสูง และ อ.เมือง ประกอบด้วย 3 โครงการย่อย ได้แก่1. โครงการยกระดับการกักเก็บน้ำของอ่างเก็บน้ำลำเชียงไกร ให้สามารถกักเก็บน้ำเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร2. โครงการบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้งลำเชียงไกร โดยการสร้างอาคารระบาย จำนวน 56 แห่ง และ3. โครงการขุดลอกลำเชียงไกร ระยะทาง 122 กิโลเมตร

นายกฯ กล่าวต่อว่า ตนได้ตัดสินใจ ได้มอบนโยบายให้เร่งรัดดำเนิน เป็นการเร่งด่วน ให้เกิดผลชัดเจน ภายในปี 2560 ก็เป็นการปรับโครงการที่ระยะยาว มาเร่งทำตรงนี้ก่อน ทั้งนี้เพื่อจะลดผลกระทบ และก็ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน เป็นอันดับแรก ให้ทันเวลา โดยให้มีการปรับระยะเวลาการดำเนินการให้สั้นลง / สิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไป คือ การกำหนดพื้นที่การเพาะปลูกให้เหมาะสม จำแนกว่าพื้นที่ไหนควรเพาะปลูกพืชชนิดไหน หรือพื้นที่ไหนควรจะแปรรูป พื้นที่ใดจะทำหน้าที่เป็นการตลาด ที่สามารถจะแลกเปลี่ยนกันได้ เชื่อมโยง ต้นทาง กลางทง ปลายทาง ได้ ทั้งนี้จะต้องสอดคล้องกับแผนบริหารจัดการน้ำ ซึ่งต้องศึกษาดูด้วย ให้มีการแพร่ไปในเว็บไซท์ต่างๆ แล้ว ตนได้ตัดสินใจได้มอบนโยบายเป็นการเร่งด่วน ให้เกิดผลชัดเจนภายในปี 2560 ก็เป็นการปรับโครงการที่ระยะยาวมาเร่งทำในตอนนี้ก่อนนะครับ ทั้งนี้เพื่อจะลดผลกระทบและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเป็นอันดับแรกให้ทันเวลา โดยให้มีการปรับระยะเวลาการดำเนินการให้สั้นลงสิ่งที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือ การกำหนดพื้นที่การเพาะปลูกให้เหมาะสม จำแนกว่าพื้นที่ไหนควรจะปลูกพืชชนิดใด หรือพื้นที่ใดควรจะแปรรูป พื้นที่ใดจะทำหน้าที่เป็นการตลาด ที่สามารถจะแลกเปลี่ยนกันได้ เชื่อมโยงต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ได้ ทั้งนี้จะต้องสอดคล้องกับแผนบริหารจัดการน้ำ ที่ต้องศึกษาดูด้วย เราได้มีการแพร่ไปในเว็ปไซต์ต่างๆแล้ว

“ สิ่งสำคัญอีกประการก็คือ การใช้ประโยชน์ จากเทคโนโลยีสารสนเทศ ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้อย่างบูรณาการ ทุกคนต้องเข้าไปศึกษาเรียนรู้นะครับดิจิตอล จะช่วยทำให้เรา หูตากว้างไกลขึ้น เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ เป็นเกษตรกรที่ไม่หวังพึ่งแต่ธรรมชาติเพียงอย่างเดียวก็ต้องเรียนรู้ รู้เท่าทันกับสภาพภูมิศาสตร์ด้วยเราจะดำเนินการในเรื่องเหล่านี้โดยคำนึงถึงความต้องการของประชาชน เป็นสำคัญแล้วก็ไปสอดคล้องกับการที่ใช้คำว่าระเบิดจากข้างใน ไม่ว่าจากการพัฒนา ไม่ว่าจากการเกษตร การเศรษฐกิจ อะไรต่างๆ แล้วแต่ มันต้องเกิดจากข้างในทั้งสิ้น เริ่มจากคน ในคนแต่ละคน ในองค์กรในหน่วยงาน หรือในกลุ่มผู้ประกอบการต่างๆ ทั้งหลายทั้งหมด มันต้องใช้แนวทางเหล่านี้นะครับ แล้วก็พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันมันจะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น กินดีอยู่ดี นะครับ ถ้าเราทำคนใดคนหนึ่งไม่มีทาง ไม่มีทางสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ นาแปลงใหญ่ ถ้าไม่เชื่อมโยงกันไปสู่เอสเอ็มอี ไปสู่ธุรกิจเพื่อสังคม แล้วไปสู่ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ไปไม่ได้ทั้งหมดหรอก เพราะมันเชื่อมโยงกัน ” นายกฯ กล่าว