วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พท.แถลงการณ์ชี้ร่างรธน. ขัดหลักปชต.

"เพื่อไทย" ร่อนแถลงการณ์ชี้ร่างรธน. มีที่มาขัดหลักการปชต. มีต้นกำเนิดจากการรัฐประหาร ปชช.มีส่วนร่วมน้อย

พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์ความเห็นในนามของพรรคต่อร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีเนื้อหาระบุว่า จากการติดตามและศึกษาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งในด้านกระบวนการยกร่าง และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย เห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มา และบทบัญญัติขัดต่อหลักการประชาธิปไตย โดยเหตุผลดังต่อไปนี้ 1. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นผลมาจากการรัฐประหาร ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่าง อย่างจำกัด

เนื้อหาสำคัญหลายอย่างของร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามความต้องการของ คสช. เช่น การให้ คสช. คัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จำนวน 244 คน ตามบทเฉพาะกาล 5 ปีแรกและมี ส.ว. โดยตำแหน่งอีก 6 คน จากผู้บัญชาการเหล่าทัพและตำรวจ (มาตรา 269) การตั้งคำถามพ่วงให้อำนาจ ส.ว. ดังกล่าวร่วมกับ ส.ส. เลือกนายกรัฐมนตรี 2. เป็นร่างรัฐธรรมนูญ ที่ลดสิทธิ ลดอำนาจ และลดทางเลือกของประชาชน
ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ว. มาจากการเลือกกันเองระหว่างผู้สมัคร ไม่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย (มาตรา 107)

ใช้บัตรเลือกตั้ง ส.ส. ใบเดียวเลือก ส.ส.เขต และใช้คะแนนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. เขต ไปคำนวณจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อของแต่ละพรรค เท่ากับถูกบังคับ การใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวเช่นนี้มิได้สะท้อน เจตจำนงอันแท้จริงของประชาชน (มาตรา 91) 3. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ยังคงอำนาจหรือสืบทอดอำนาจของ คสช. อยู่ต่อไป หัวหน้า คสช. ยังคงมีอำนาจอยู่ต่อไปสามารถใช้อำนาจ ตามมาตรา 44 จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ อำนาจดังกล่าวจะสืบทอดต่อไปในกรอบเวลาประมาณ 15 เดือน นับแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ (มาตรา 265 , 267, 268) ร่างรัฐธรรมนูญยังวางกลไกเปิดช่องให้บุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส. เข้ามา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ (มาตรา 88 , 272 และการตั้งคำถามพ่วงเพื่อให้ ส.ว. ในช่วงบทเฉพาะกาล 5 ปี ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากการคัดเลือกของ คสช. ร่วมกับ ส.ส. เลือกนายกรัฐมนตรีได้)

4. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มียุทธศาสตร์กำหนดไว้ล่วงหน้ายาวนาน คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายให้สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง 20 ปี ยังกำหนดให้มีกฎหมายปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ ซึ่งต้องประกาศใช้โดยรัฐบาล คสช. ภายใน 120 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รัฐบาลในอนาคตจึงเป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างเต็มที่ตามนโยบายที่นำเสนอต่อประชาชน 5. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่องค์กรตุลาการและองค์กรอิสระมีอำนาจเหนือฝ่ายบริหาร และฝ่าย นิติบัญญัติซึ่งมีที่มาจากประชาชน
ร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลฎีกาวินิจฉัยให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพ้นจากตำแหน่งและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต และจะเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา ไม่เกิน 10 ปีได้อีกด้วย (มาตรา 219 , 235 (1))

นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีอาจพ้นจากตำแหน่งได้โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพียงข้อกล่าวหาว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ (มาตรา 82,160, 170) คณะรัฐมนตรีอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะและไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไป โดยข้อหาว่าเป็นผู้กระทำการหรืออนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำที่มีผลให้ ส.ส. ส.ว. หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายแต่ไม่ยับยั้ง โดยศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่อง ส่อให้เห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นทางการเมือง เหมือนที่เคยได้เกิดขึ้นแล้วในอดีตที่ผ่านมา (มาตรา 144)

องค์กรอิสระเองก็มีอำนาจตรวจสอบฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมากมาย (มาตรา 231, 234 , 245) ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัตินอกจากวุฒิสภาแทบไม่มีอำนาจตรวจสอบศาล และองค์กรอิสระเลยทั้งๆที่ในช่วงที่ผ่านมามีหลายครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม 6. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้ความสำคัญต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ร่างรัฐธรรมนูญได้รับรองให้ประกาศคำสั่ง และการกระทำของ คสช. หรือหัวหน้า คสช. ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำดังกล่าวไม่ว่าจะกระทำก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแต่อยู่ในช่วงที่ คสช. ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย (มาตรา 265 , 279) ดังนั้นแม้ประกาศ คำสั่งหรือการกระทำดังกล่าวจะละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนรุนแรงเพียงใดก็ตามประชาชนก็ไม่อาจโต้แย้งในทางใดๆ ได้เลย และ คสช. กับพวกไม่ต้องรับผิดชอบในการกระทำใดๆของพวกตนทั้งสิ้น

7. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจคณะบุคคลซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาโดยความเห็นชอบของประชาชนผูกขาดการวินิจฉัยประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญและประธานองค์กรอิสระซึ่งมี 5 องค์กร เพื่อวินิจฉัยกรณีไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบังคับ และต้องวินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (มาตรา 5) เป็นช่องทางที่อาจนำไปสู่การตีความนอกเหนือจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เช่นที่เคยมีความพยายามจะตีความให้ ส.ว. สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ในช่วงที่สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบหรือความพยายามจะงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา จะเป็นการสร้างกลไกที่อาจถูกนำไปใช้เพื่อรองรับวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่ถูกจงใจสร้างขึ้น เพื่อจะได้ใช้กลไกนี้ไปในวิถีทางที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

8. เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่รับไปแล้วแทบจะแก้ไขไม่ได้เลยกำหนดว่าต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. และ ส.ว. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ โดยต้องมี ส.ว. เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวน ส.ว. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ และต้องมี ส.ส. ของพรรคการเมืองฝ่ายค้านเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 กำหนดให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ยากยิ่ง หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคตก็อาจทำไม่สำเร็จ ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อประเทศและประชาชน

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญขาดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย เนื้อหาก็ขัดต่อหลักการประชาธิปไตย การจัดความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรต่างๆ ขาดดุลยภาพ รัฐบาลอันมีที่มาจากประชาชนอ่อนแอ จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนเจ้าของประเทศควรจะพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนออกเสียงลงประชามติ