"พล.อ.ประยุทธ์" ชี้การปฎิรูปประเทศจะต้องเริ่มจากตัวเราเองก่อน ระบุการเคารพกฎหมาย คือ บ่อเกิดของการเริ่มต้นการปฎิรูป
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ“คืนความสุขให้คนในชาติ” กล่าวถึงนโยบายการปฎิรูปประเทศ ว่านโยบายเรื่องนี้ถ้าจะพูดว่าง่ายก็ง่ายถ้าทุกคนเข้าใจร่วมกัน มีเป้าหมายสุดท้ายด้วยกัน เขาใจวัตถุประสงค์ในการปรับเปลี่ยน ในการแก้ไข หรือในการดำเนินการตามกฎหมายอะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ ทุกคนหรือทุกอย่างกลับเข้ามาสู่ในระบบ เมื่อทุกอย่างเป็นระบบขึ้นมาก็แก้ไขได้ง่ายอันนี้คือความง่ายในการปฏิรูปแต่ถ้าทั้งหมดไม่ยินยอมพร้อมใจกัน ทุกคนยังกล่าวอ้างว่ารังแกเขาหรือเปล่า หรือไปปรับเปลี่ยนเขาได้ยังไง ทำนองนี้ ผมว่ามันยาก ทุกเรื่องเลย เพราะความขัดแย้งสูงอยู่แล้วนะ ที่ผ่านมาท่านก็เห็นดีอยู่แล้ว อีกประการหนึ่งก็คือกระบวนการเรียนรู้ของคนไทยนี่ยังไม่เท่ากัน อาจจะมีปัญหาการศึกษาบ้าง อะไรบ้าง ก็ต้องแก้การศึกษาด้วยเพราะว่าสมมุติว่าเราพูดไปนี่ อะไรไปแล้วเขาไม่เชื่อขึ้นมาแล้วเขาไม่เข้าใจเหตุผลไง เราอธิบายด้วยเหตุผล เขาก็ไม่เข้าใจอีก อันนี้มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร่วาจะต้องทำยังไงให้เขามีเหตุ มีผล แล้วคิดเป็น เราดูถูกเขาไม่ได้หรอก โดยเฉพาะคนรายได้น้อยอะไรเหล่านี้ คนที่มีการศึกษาน้อย เราต้องพยายามที่จะยกระดับเขาขึ้นมา จะได้มีความคิด-ความอ่าน ที่เท่าเทียมกัน ความรู้อาจจะไม่เท่ากัน แต่ความคิดเท่ากัน เพราะว่าพื้นฐาน เพราะงั้นสิ่งที่เป็นปัญหาเรื่องระบบการศึกษาก็แก้ เดี่ยวเล่าให้ฟัง ไปพบครูมา
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า อีกเรื่องคือเรื่องของการแตกแยกความสามัคคี อันนี้ในนิทานอีสบก็มีอยู่แล้ว หลายเรื่อง หลายนิทาน ทุกอย่างเป็นบทเรียน เป็นสิ่งที่สอนเราว่าเออ เราควรจะต้องแก้ไขตัวเองอย่างไร ทำอย่างไรความรัก ความสามัคคีจึงจะเกิดขึ้น เป็นบ่อเกิดของพลัง เป็นบ่อเกิดของความสำเร็จ เหล่านี้ต้องเกี่ยวข้องกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ข้าราชการ รัฐบาล การศึกษาก็เป็นเกี่ยวกับบุคลากรครู ข้าราชการ อาจารย์ ต้องปรับตัวทั้งหมดแล้วสื่อนี่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้ทุกอย่าเร็วขึ้นเพราะสื่อไปถึงทุกที่ใช่ไหม หนังสือพิมพ์บ้าง โซเชียลมีเดียบ้าง อะไรเหล่านี้ ไปถึงทุกที่ เพราะงั้นถ้ามีสิ่งดีๆ ออกไปบ้างนะ ออกไปให้มากกว่าสิ่งที่ไม่ดีนะ ผมคิดว่าจะเรียนรู้ได้เร็ว เพราะงั้นสาเหตุในการปฏิรูป ยาก – ง่าย ผมว่าอยู่ที่หลายๆอย่างที่ผมพูดมาแล้ว อะไรที่ทำไว้เสร็จแล้วอย่ากลับมาที่เดิมอีก จัดระเบียบบ้านเมือง ความสะอาดเรียบร้อย พอเผลอก็จะกลับมาที่เดิม นี่ไง นี่คือสิ่งที่เป็นความเคยชิน
“ ผมไม่อยากจะใช้กฎหมายบังคับใครทั้งสิ้น ถ้าทุกคนรู้กฎหมายแล้วก็ไม่ฝ่าฝืนก็จบแล้วล่ะ กฎหมายเป็นบ่อเกิดของการปฏิรูป เพราะงั้น ปฏิรูปก็ต้องไปดูกฎหมายด้วย ดูวิธีการบริหารจัดการ แล้วปัญหาต่อเนื่องเชื่อมโยงอะไรกันบ้าง กิจกรรมหลัก รอง เสริม คิดทั้งหมด ก็เลยกลายเป็นจาก 10 ปัญหาเป็น 50 ปัญหา เป็นร้อยปัญหา กฎหมายจาก 5 กฎหมายก็ต้องมีกฎหมายลูก จากรัฐธรรมนูญก็ต้องมีกฎหมายลูก กฎกระทรวงอะไรอีกเยอะแยะไปหมด นี่แหละคือความ ยาก-ง่าย ไม่ใช่ว่าเออ สั่งปุ๊บ ได้ปั๊บ เป็นไปไม่ได้ อาจจะต้องใช้เวลา อะไรทำเสร็จได้ในสมัยเราก็จะทำ อันไหนยังไม่เสร็จก็จะต้องส่งต่อไปเรื่องสำคัญอีกเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจคือการปฏิรูปโครงสร้าง ในเชิงโครงสร้าง ทั้งตำรวจ ทหาร ข้าราชการ ทั้งหมด กฎกระทรวง ทบวงกรมต่างๆ นะ ผมก็เร่งรัด เพราะเราก็ต้องปรับตัวเองด้วยเหมือนกัน ผมบอกแล้วปฏิรูปต้องเริ่มที่ตัวเองด้วย วันนี้ในส่วนของส่วนราชการเหล่านี้ ก็กำลังดำเนินการอยู่แต่สิ่งที่เรารอไม่ได้คือเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพของเขา ปรับปรุงประสิทธิภาพ แต่แน่นอนไม่มีอะไรที่ได้ 100% หรอกเพราะคนไง คนคือเจ้าหน้าที่ คนคือข้าราชการ ถ้าคนดีก็ดี ถ้าคนไม่ดียังไงก็ดีไม่ได้ หรือดีได้ไม่เท่าที่ควรนะ อันนี้คือปัญหาของเรา ไม่เป็นไรผมจะพยายามทำต่อไป หากว่าเราปฏิรูปอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผมคิดว่าจะนำประเทศชาติมาสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน ได้ในอนาคตนะ ” พล.อ.ประยุทธ์
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ถ้าเราไม่ปฏิรูปอะไรเลย กลับไปที่เก่า ยังรักความสบาย ไม่เคารพกฎหมาย หรือแม้กระทั่งว่าการแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วโดยการแก้ที่ปลายเหตุเหล่านี้ กลับที่เดิมหมดนะ เพราะงั้นเราก็ต้องปฏิรูปตัวเราเอง ปฏิรูประบบงาน ประสิทธิภาพ แล้วในเชิงโครงสร้างก็ทำต่อไป เพราะว่าวันนี้ต้องเร่งในการทำงานด้วยถ้าเรารื้อทั้งหมดเวลาเดียวไม่มีคนทำงานยังไง ก็จะเกิดความขัดแย้งไป ทุกคนต้องการความมั่นคงในอาชีพของตัวเองในขณะนี้แต่ทุกคนต้องทำงานนะ ถ้าไม่ทำงานก็ต้องปรับเปลี่ยนวันนี้ต้องแก้ทั้งหมดนั่นแหละ ทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการสิ่งหนึ่งที่ทำให้การรับรู้เป็นไปได้ยาก ผมคิดว่าวันนี้คนไทยชักติดนิสัยแล้ว เป็นคนที่มีฟิลลิ่งเยอะไง ชอบ-ไม่ชอบ คือเห็นหน้าก็ไม่ชอบกันแล้ว หรือเวลาคนพูดมา บางคนก็ไม่ชอบ พอไม่ชอบก็เลยกลายเป็นปลูกฝังความเกลียดชังกันไป ก็เลยกลายเป็นการแบ่งพรรค แบ่งพวก พอมีคนไปชี้นำ เขายิ่งไปกันใหญ่เลย ใช่ไหมจนกระทั่งหลงลืมกฎหมายพูดอะไรก็ไม่ฟัง ไม่ฟังความเห็นของคนอื่นเลย เกลียดชังกัน บางที่ก็มีเรื่องส่วนตัวอยู่แล้ว แล้วพอมีเรื่องการเมืองเข้ามา เรื่องอะไรเข้าไป ยิ่งไปกันใหญ่เลย
“เราดีขึ้นในสายตาของต่างประเทศด้วยในเวลานี้ ในส่วนของการที่จะมา ใครทุจริต ไม่ทุจริต ผมคิดว่าต้องไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนะ ไม่ว่าจะจากในส่วนขององค์กรอิสระ ใช่ไหม หรือหน่วยงานตรวจสอบ ของรัฐ อย่าตรวจสอบกันด้วยความรู้สึกใช่ไหม ถึงแม้ว่าประชาชนจะมีส่วนร่วมได้ก็ตาม ประชาชนก็ไปดูซิครับ ไปดูเสร็จแล้วถ้าเออ ยังสงสัยนะ ก็ไม่ใช่ไปประท้วง ไปอะไร กันตรงโน้น เขามีกระบวนการ ประเทศชาติมีกฎหมาย ก็ไปแจ้งความ ร้องทุกข์กล่าวโทษไป เขาก็สอบสวนให้ ทุกทียกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็มีปัญหาอีก เรื่องนี้ คือมีการเจตนา ไม่สุจริตนะ ในการที่ไปนำประชาชนมาประท้วงเรื่องการทุจริตนี่โน่นรู้สึกทางเจ้าหน้าที่พิษณุโลก การขุดน้ำขุดอะไร ก็ไปแจ้งความเอาซินะ เขาก็ตรวจสอบอยู่แล้วในขณะนี้ แต่ในส่วนของการขาดน้ำของประชาชนเขาก็รอขุดให้เสร็จ แต่ปรากฏว่าก็มีพรรคการเมือง นักการเมือง ไปเอาป้ายไปให้เขาถือ แล้วมีการเขียนป้ายตัวหนังสือใหญ่ๆ ว่า ไม่รับ แล้วก็หนังสือตัวใหญ่ๆ NO แล้วเขียนว่าคอรัปชั่นตัวเล็กๆ อยู่ข้างล่างนะ ถือขึ้นมาก็กลายเป็นผิดกฎหมาย เพราะว่ามีกฎหมายเรื่องการทำประชามติด้วยในขณะนี้ คือเจตนายังไง แล้วทำไมต้อง แล้วก็มาแก้ตัวบอก ไม่รับทุจริต ไม่รับคอรัปชั่น โน คอรัปชั่น เจตนา ไม่ได้นะ แต่รัฐบาลผมเอง คสช.ก็เขาใจประชาชนก็ เพียงแต่เรียกมาให้เล่าให้ฟังซิ มันเป็นอะไร จะได้สอบสวนให้ ชาวบ้านก็เข้าใจนะ ชาวบ้านก็บอกกลับมาว่าเขา¬ก็ไม่รู้เหมือนกัน มีคนเอาป้ายไปให้เขาถือ เขาเจตนาดี บริสุทธิ์ นะของประชาชน แต่มีคนไปแสวงประโยชน์ไง อันนี้ก็ฝากตามดูด้วยแล้วกันนะครับ ”นายกฯ กล่าว





