วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ดาว์พงษ์'แจงม.54 ไม่ได้ทอดทิ้งเด็กม.ปลาย-อาชีวะ

“ดาว์พงษ์” แจงร่างรัฐธรรมนูญ ม.54 ไม่ทอดทิ้งเด็กม.ปลาย-อาชีวะ มุ่งดูแลเด็กยากจนผ่านกองทุนการศึกษา

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึงร่าง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ...(ฉบับลงประชามติ) มาตรา 54 กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้ทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับมาตราดังกล่าวโดยระบุว่าขัดต่อหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ 26 และได้เรียกร้องให้ รมว.ศึกษาธิการ ดำเนินการเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและตามหลักสากลนั้น ว่า ยอมรับว่าในครั้งแรกที่ได้อ่านร่าง รัฐธรรมนูญในมาตรา 54 ก็คิดเช่นเดียวกับผู้ปกครองว่าถ้ากำหนดให้รัฐจัดการศึกษา 12 ปีตั้งแต่อนุบาล-มัธยมศึกษาตอนต้น เช่นนี้เด็กในระดับม.ปลายรวมถึงเด็กอาชีวศึกษาจะดูแลอย่างไร แต่เมื่ออ่านโดยละเอียดก็พบว่าในวรรคสุดท้ายได้กำหนดให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา และให้รัฐจัดสรรงบประมาณให้แก่กองทุน หรือใช้มาตรการหรือกลไกทางภาษี เท่ากับว่าถือเป็นหน้าที่ของรัฐในการจะต้องดูแลเด็กครอบครัวยากจน ขาดโอกาสและด้อยโอกาส

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญเพียงแต่กำหนดให้รัฐจัดการศึกษา 12 ปีตั้งแต่อนุบาล-ม.ต้น แต่ไม่ได้ห้ามไม่ให้รัฐสนับสนุนการศึกษาในระดับม.ปลายหรืออาชีวศึกษา แต่จะเน้นดูแลในกลุ่มเด็กที่ครอบครัวฐานะยากจน ด้อยโอกาสและขาดโอกาสทางการศึกษาให้มีโอกาสเข้าสู่ระบบการศึกษา เพราะฉะนั้น ยืนยันว่ารัฐจะไม่ทอดทิ้งเด็กเหล่านี้แน่นอนไม่ต้องกังวล แต่ครอบครัวที่มีฐานะก็ต้องจ่ายเอง ซึ่งระบบปัจจุบันที่ทำอยู่คือรัฐจัดสรรให้เด็กทุกคนไม่ว่ารวยหรือยากจนก็ไม่เป็นธรรมกับรัฐ ที่น่าจะได้นำเงินมาดูแลคนยากจนให้เข้าสู่ระบบการศึกษาได้มากขึ้น

“เมื่อครั้งที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญมาให้ ศธ.ตรวจในครั้งแรกนั้น ศธ.ได้อ่านแล้วก็เกรงว่าจะมีปัญหา จึงได้ทำข้อเสนอกลับไปยัง กรธ. โดยให้เหตุผลว่าแม้จะให้มีการจัดตั้งกองทุนการศึกษาแต่กังวลว่าการบริหารจัดการอาจจะทำได้ลำบาก หรืออาจจะเกิดปัญหาหรือไม่ แต่คาดว่า กรธ.คงพิจารณาแล้วว่าทำได้และได้กำหนดในวรรคสุดท้ายว่าให้จัดทำกองทุนโดยใช้เงินภาษี ซึ่งตรงนี้จะเห็นว่าต่อไปก็ต้องจัดทำกองทุนขึ้นมามีระบบเงินที่ไหลเข้าสู่กองทุนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่รอการบริจาค แม้ขณะนี้จะยังไม่รู้ว่าจะใช้เงินภาษีส่วนใดแต่แน่นอนว่ารัฐจะต้องเร่งทำ แต่หากยังทำไม่ทันก็สามารถจัดสรรเงินต่อได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้าม ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่ารัฐจะไม่ทอดทิ้งเด็กยากจนแน่นอน”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่อ้างว่าขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนนั้นตนคิดว่าอาจจะไม่เกี่ยวข้องและการจะอ้างหลักสิทธิมนุษยชนใดนั้นต้องดูเงินในกระเป๋าและ ดูภาระของรัฐบาล ซึ่งขอฝากไปถึงผู้ปกครองทุกคนว่าไม่มีรัฐบาลใด หรือกระทั่งพรรคการเมืองจะทอดทิ้งเด็กที่มียากจน และอย่ามองว่าจะเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดการเรียกเก็บเงินที่สูงขึ้น เพราะขนาดทุกวันนี้มีโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพก็ยังพบว่ามีการหาช่องทางเรียกเก็บเงิน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องการลงทุนงบประมาณเพื่อพัฒนาเด็กตั้งแต่ก่อนวัยเรียนมากขึ้น เพราะในหลักวิชาการจะเห็นว่าทั่วโลกให้ความสำคัญเพราะเป็นช่วงวัยของการเรียนรู้ในทุกด้าน ทั้งนี้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้อาจจะไม่ถูกใจ 100% แต่ก็ขอให้ดูภาพรวม หากจะดูเฉพาะเรื่องแล้วปฏิเสธตนก็ไม่เห็นด้วย