(รายงาน) เสียงสะท้อนสิทธิมนุษยชนในไทย-คสช. ควรฟัง
“น่าจับตามองว่า หลังจากมีรายงานของสหรัฐฯแสดงความเป็นห่วงในประเด็นสิทธิมนุษยชน ทางรัฐบาลจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนดีขึ้น เพราะ่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเราได้รับความเป็นห่วงในเรื่องนี้ ได้แต่หวังว่ารัฐบาล คสช. จะแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง ”
เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ที่ผ่านมา หลายคนรู้ดีว่าเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์อันชื่นฉ่ำ ที่ทุกคนจะพากันฉลองวันปีใหม่ไทย ท่ามกลางบรรยากาศอันร้อนระอุ
และก็เป็นวันเดียวกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่“รายงานการปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆประจำปี 2558” (Country Reports on Human Rights Practices for 2015)จัดทำโดยกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐานในแต่ละประเทศทั่วโลกรวม 199 ประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
เป็นที่แน่นอนว่าการวิพากษ์เรื่องสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในรายงานนี้ ก็ต้องมีการกล่าวถึงบรรยากาศการเมืองในยุคของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ” (คสช.)ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นทั้งหัวหน้าและนายกรัฐมนตรี ซึ่งในรายงานได้ระบุว่า ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 มาตรา 44 ได้ให้อำนาจทหารสามารถควบคุมตัวบุคคลใดก็ได้ โดยไม่ต้องแจ้งข้อหา และสามารถควบคุมตัวได้ไม่เกิน7วัน และก่อนที่จะปล่อยตัวนั้น ทางเจ้าหน้าที่มักจะให้ผู้ที่ถูกควบคุมเซ็นเอกสารเพื่อยืนยันว่าจะละเว้นจากกิจกรรมทางการเมือง และต้องขออนุญาตก่อนที่จะเดินทางออกนอกประเทศ ทั้งนี้รายงานดังกล่าวยังได้อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานสหประชาชาติข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน(OHCHR)ที่เผยว่าในปี 2558 ทหารได้ควบคุมตัวบุคคลไปแล้วอย่างน้อย 256 คน แต่ถ้านับตั้งแต่มีการรัฐประหารแล้วก็มีการควบคุมตัวอย่างน้อย 1,222 คน โดยบุคคลที่ถูกควบคุมตัวนั้นก็มีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ,นักการเมือง,นักวิชาการและนักข่าวรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ดี รายงานชิ้นนี้ยังได้ระบุถึงความพยายามปิดกั้นสื่อและคัดกรองเนื้อหาบนโลกออนไลน์ ของ คสช. ซึ่งการกระทำอันเข้มงวดของ คสช. ยังส่งผลให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเองโดยประชาชน หรือแม้กระทั่งในตัวสื่อเอง
นอกจากนี้รายงานดังกล่าวยังได้พูดถึง“สิทธิมนุษยชน”ในแง่อื่นๆอีก อาทิ การใช้ความรุนแรงกับผู้หญิง กรณีการหาผลประโยชน์กับล่วงละเมิดทางเพศกับเด็ก เป็นต้น ที่แม้จะมีกฎหมายรองรับ แต่บางครั้งก็บังคับใช้กฎหมายไม่ได้ผล โดยประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นเพียงบางประเด็นที่มีในรายงาน คาดว่าไม่นานนักทางเว็บไซต์สถานทูตสหรัฐฯในประเทศไทย จะแปลเป็นภาษาไทยให้อ่านกัน
ทันทีที่รายงานชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ ไม่นานนักทาง คสช. ก็ได้มีการตอบโต้ต่อรายงานดังกล่าว โดย พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช.ระบุว่า ข้อมูลที่สหรัฐฯนำไปประมวลผลนั้นอาจมีความคลาดเคลื่อน และยังไม่มีความครอบคลุมอยู่บ้าง ซึ่งปัญหาต่างๆที่นานาชาติสนใจอย่างเรื่องการปราบคอรัปชั่น เรื่องแรงงานนั้น ก็มีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ส่วนเรื่องของเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองนั้น ก็ยังทำได้ เพียงแต่ต้องอยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่ไปละเมิดคนอื่น หรือองค์กรอื่นๆ และต้องไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนในชาติด้วย
โดยในส่วนมาตรการควบคุมตัวบุคคลนั้น พ.อ.วินธัย ระบุชัดเจนว่า เป็นเพียงมาตรการที่ทำให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อย และการปฏิบัติต่อบุคคลของเจ้าหน้าที่นั้น ก็เป็นไปอย่างให้เกียรติและสุภาพ เป็นเพียงแค่การพูดคุยทำความเข้าใจกันอย่างสร้างสรรค์ ยืนยันว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่ส่งผลกระทบกับบุคคลทั่วไปในส่วนมีคนถูกควบคุมตัวจำนวนมากนั้น คงไม่ใช่เครื่องบ่งชี้อะไรที่น่ากังวลเพราะหลายคนส่วนใหญ่ เข้าใจถึงเหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินการตามมาตรการนี้ของเจ้าหน้าที่ซึ่งเน้นการพูดคุยทำความเข้าใจกัน
แต่ในมุมมองของคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนไม่ได้มองเหมือนอย่าง คสช. โดยนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)กล่าวถึงรายงานชิ้นนี้ว่า มีการนำเสนอครอบคลุมทุกประเด็น และก็ไม่ได้เป็นที่ผิดแปลกอะไร เนื่องจากประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศ 7 ฉบับ โดยที่ผ่านมาทาง กสม. เองก็ได้รับเรื่องร้องเรียน ไม่ต่างจากที่อยู่ในรายงานชิ้นนี้ ทั้งนี้ประเทศไทยเองก็ได้เข้าร่วมสนธิสัญญา กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง(ICCPR)ด้วย โดยกติกานี้ได้ระบุุถึงการใช้กฎหมายพิเศษที่ให้ใช้เท่าที่จำเป็นในระยะเวลาที่จำกัด ซึ่งไทยเองก็ต้องชี้แจงให้เห็นว่า ไทยกำลังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างไร
“ต้องเรียนว่า สิทธิมนุษยชนกว้างกว่ากฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องท้าทายว่ากฎหมายที่ละเมิดสิทธิ เราจะใช้อย่างไรไม่ให้กระทบกับประชาชนในวงกว้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องมีความระมัดระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดโอกาสให้มีการใช้ดุลพินิจ อย่างเสรีภาพในการแสดงความเห็น เช่น กรณีการจัดเวทีวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญของกลุ่มขบวนการผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (วีมูฟ)ที่จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งถูกทหารสั่งยุติก่อนเริ่ม พอเราได้ตรวจสอบ ก็พบว่าเป็นการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ที่มองว่าเป็นการมั่วสุมทางการเมือง แต่ทางผู้จัดก็ยืนยันว่าเป็นแค่การให้ความรู้กับประชาชนเท่านั้น ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องมีความระมัดระวังในการดำเนินการ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาของการละเมิดสิทธิ”กรรมการสิทธิฯระบุ
ทั้งนี้นางอังคณา ยังกล่าวอีกว่า การมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนต่อเรื่องต่างๆ รัฐบาลควรผ่อนปรนกติกาบางอย่างเพื่อให้เปิดพื้นที่ให้คนทุกฝ่ายได้มีส่วนรวม โดยเฉพาะการแสดงความเห็นต่างร่างรัฐธรรมนูญที่มีหลายประเด็นซึ่งเป็นของใหม่และมีการปรับเปลี่ยนจำนวนมาก ลำพังหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานเกี่ยวข้องกับการชี้แจงสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ คงทำได้ไม่ทั่วถึง ดังนั้นควรเปิดให้องค์กรและภาคส่วนต่างๆ ที่มีองค์ความรู้ในประเด็นเฉพาะเข้าร่วมดำเนินการด้วย
ขณะที่“สุรพงษ์ กองจันทึก” อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความได้ให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ต้องยอมรับว่าก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะประกาศเผยแพร่รายงานชิ้นหนึ่ง ก็ต้องมีการศึกษาข้อมูลมาชัดเจนแล้ว ซึ่งเราก็ต้องยอมรับในความเห็นส่วนนี้ โดยสิ่งที่ต้องทำคือแก้ไขมากกว่าแก้ตัว ขณะนี้สถานการณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่เมื่อเทียบกับมาตรฐานของสากล ยิ่งเรามีรัฐบาลทหาร ที่มองว่าสังคมไทยยังคงมีความไม่พร้อมในหลายๆเรื่อง ก็เลยต้องเข้มงวดเรื่องความมั่นคง จนทำให้เรื่องสิทธิมนุษยชนถูกละเลยไปในช่วงหนึ่ง
“ในส่วนผลกระทบที่จะได้รับจากรายงานนี้ ต้องเรียนว่าด้วยความที่สหรัฐฯเป็นประเทศใหญ่ และมีพลังต่อประเทศอื่นๆ ดังนั้นรายงานออกมาแล้ว ประเทศอื่นๆที่จะมาดำเนินการใดๆกับประเทศไทย ก็จะใช้รายงานส่วนนี้อ้างอิง ซึ่งเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ก็จะโยงไปยังรายงานชิ้นนี้ด้วย โดยขณะนี้เศรษฐกิจของไทยก็ยังอยู่ในภาวะที่ไม่ค่อยดี เพราะฉะนั้นการที่รายงานมีทิศทางแสดงความเป็นห่วงก็จะส่งผลไม่ค่อยดีในเรื่องของเศรษฐกิจของประเทศไทย เช่น บางประเทศอาจจะกีดกันทางการค้ากับเราในบางเรื่องโดยอ้างว่า ประเทศไทยเรายังมีเรื่องสิทธิมนุษยชนยังไม่ดีพอ หรืออาจทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทย ถูกยอมรับน้อยลงในสายตานานาชาติ” อดีตกรรมการสิทธิฯ กล่าว
เป็นที่น่าจับตามองว่า หลังจากที่มีรายงานที่แสดงความเป็นห่วงในประเด็นสิทธิมนุษยชนแล้ว ทางรัฐบาลจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป เพื่อให้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนดีขึ้น เพราะไม่ใช่ครั้งแรกที่ไทยเราได้รับความเป็นห่วงในเรื่องนี้ ได้แต่หวังว่ารัฐบาล คสช. จะแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง
นอกจากนี้สิ่งน่าจับตามองอีก คือ ช่วงเวลาก่อนทำประชามตินั้น จะมีการผ่อนปรนเพื่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าหากยังคงเข้มงวดอยู่ บรรยากาศความปรองดอง หรือการพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยก็อาจะเลือนราง เพราะสิทธิมนุษยชนถือเป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย





