ประชาธิปัตย์แจงยิบ! โวผลงานอื้อช่วงเป็นรัฐบาล เหน็บแม้ไม่มีอำนาจพิเศษก็ทำประโยชน์ให้ประเทศได้
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอบโต้กรณีที่ พล.ต. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาสัมภาษณ์ให้หัวหน้าพรรค และแกนนำพรรคการเมืองกลับไปทบทวนตนเองว่า แต่ละพรรคได้ทำอะไรไว้กับบ้านเมืองในช่วงเวลาที่บริหารบ้านเมืองว่า ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ถึงแม้เราจะมีโอกาสบริหารงานเป็นรัฐบาลไม่นานนัก แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ เราก็พยายามทำงาน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ ไม่ว่าจะเป็น ยุคสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี หรือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะเดียวในช่วงเวลาที่เราทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เราก็ทุ่มเทความรู้ความสามารถตรวจสอบการทุจริตคอรัปชั่นของรัฐบาลที่ฉ้อฉล อย่างเต็มที่
นายองอาจ กล่าวว่า ในยุคสมัยที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯ ผลงานที่ทำไว้กับบ้านเมืองที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอด การพัฒนาประเทศมาถึงปัจจุบันคือ นโยบาย 3 กระจาย ได้แก่ 1. กระจายอำนาจ 2. กระจายโอกาส 3. กระจายความเจริญ นอกจากนั้นยังปูพื้นฐานด้านคมนาคมของประเทศด้วยเช่นโครงการขยายถนน 4 ช่องจราจร เริ่มมอเตอร์เวย์สายแรกของไทย กำเนิดรถไฟรางคู่ ส่วนทางด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข และด้านสวัสดิการสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดตั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โครงการนักเรียนดื่มนมฟรี และอาหารกลางวันฟรี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นต้น
นายองอาจ กล่าวว่า สำหรับในยุคสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯ ถึงแม้จะมีวิกฤติทางการเมืองหลายครั้ง จนถึงขั้นเผาบ้าน เผาเมือง แต่นายอภิสิทธิ์ ก็ได้พยายามผลักดัน นโยบายที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองหลายด้าน ทั้งเรื่องการประกันรายได้เกษตรกร กองทุนการออมแห่งชาติ การแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบ เรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่อนุบาล ถึง มัธยมปลาย เบี้ยยังชีพคนพิการ
“ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสิ่งที่พรรคทำไว้ให้กับบ้านเมือง ถ้าโฆษกรัฐบาลอยากทราบผลงานเพิ่มเติม สามารถติดต่อขอดูรายละเอียดได้ที่ทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ หรือ จะนัดพบกันที่ไหนก็ได้ เพื่อที่ท่านจะได้ทราบว่าพรรคประชาธิปัตย์ทำอะไรไว้กับบ้านเมืองบ้าง ถึงแม้เราจะไม่มีอำนาจพิเศษ ไม่มีกฎหมายพิเศษ แต่เราก็ตั้งใจบริหารงานอย่างสุดกำลังความสามารถเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม”นายองอาจ กล่าว





