วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สปท.เตรียมพิจารณา รายงานกมธ.ท้องถิ่น เสนอปรับกม.2ฉบับ

“สปท.” เตรียมพิจารณารายงาน กมธ.ท้องถิ่นเสนอปรับ กม.2ฉบับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีคำสั่งนัดประชุม ในวันที่ 18 เม.ย. เวลา 09.30 น. โดยมีวาระพิจารณาที่สำคัญ คือ พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่....) พ.ศ.... และ 2.การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นและร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ.....

โดยสาระสำคัญของรายงานของกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีนางนินนาท ชลิตานนท์ เป็นประธานกมธ.ฯ นั้น ที่เสนอให้ที่ประชุมสปท. พิจารณานั้น มีเนื้อหาสำคัญ คือ 1. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่....) พ.ศ. ... เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นต่อการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น ที่มีหลายขั้นตอนและเข้าใจยาก รวมถึงการออกเข้าชื่อเพื่อถอดถอนฯ ยังให้ถือเกณฑ์จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งขององค์กรปกครองแต่ละแห่ง ซึ่งมีความแตกต่างกัน ขณะที่คะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ถอดถอนฯ ต้องถึงเกณฑ์ร้อยละ 75 ของผู้ที่มาลงคะแนนจึงจะสามารถถอดถอนได้ และต้องปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับออกเสียงประชามติ ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีบทบัญญัติให้สิทธประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งตีความของเจตนารมณ์ดังกล่าวคือให้การใช้สิทธิถอนถอนของประชาชนทำได้ง่าย จึงเสนอให้ปรับปรุงพ.ร.บ.ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2542 ดังนี้

1.ปรับปรุงสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเพื่อให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอน โดยจากเดิมที่ให้ใช้เกณฑ์ 4 ระดับ คือ ระดับไม่เกิน 1 แสนคน, ไม่เกิน 5 แสนคน, เกิน 5 แสนคนแต่ไม่ถึง 1 ล้านคน และเกิน 1 ล้านคน ปรับให้ใช้เกณฑ์เพียง 2 ระดับ คือ ระดับไม่เกิน 1 แสน และระดับที่เกิน 1 แสนคน และกำหนดสัดส่วนของผู้มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอน ดังนี้ องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 1 แสนคนต้องมีผู้เข้าชื่อฯ ไม่น้อยกว่า 5,000 คน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน 1 แสน ต้องมีผู้เข้าชื่อฯ ไม่น้อยกว่า 20,000 คน ขณะที่เสียงถอดถอน แก้ไขให้ใช้เป็น จำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่มาลงคะแนนเสียง จากเดิมให้ใช้เสียงจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้มาลงคะแนน ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นมีความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น และได้ตัดหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งจึงจะถือว่าการเข้าชื่อถอดถอนนั้นมีความสมบูรณ์และดำเนินการถอดถอนได้ออกไป

และ 2.ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ.....ได้นำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาปรับปรุงเพื่อให้การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นมีความง่ายและบังคับใช้ได้จริง รวมถึงเพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ โดยมีเนื้อหาสำคัญ คือ ปรับลดจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น จากเดิมกำหนดให้เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็น จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน และกำหนดด้วยว่าในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ในส่วนการเสนอข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกทม. รวมกันไม่น้อยกว่า 10,000 คน ซึ่งปรับลดจากเดิมที่ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน นอกจากนั้นได้ปรับปรุงระยะเวลาการพิจารณาร่างที่ถูกตรวจสอบความถูกต้องแล้วให้ผู้บริหารท้องถิ่นยกร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นและเสนอต่อสภาท้องถิ่นโดยเร็ว ซึ่งในข้อเสนอที่ปรับปรุงเห็นว่าควรดำเนินการภายใน 30 วัน