“สปท.” เตรียมพิจารณารายงาน กมธ.ท้องถิ่นเสนอปรับ กม.2ฉบับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีคำสั่งนัดประชุม ในวันที่ 18 เม.ย. เวลา 09.30 น. โดยมีวาระพิจารณาที่สำคัญ คือ พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกครองท้องถิ่น จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การมีส่วนร่วมของประชาชนในการปกครองท้องถิ่นและร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่....) พ.ศ.... และ 2.การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นและร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ.....
โดยสาระสำคัญของรายงานของกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการปกครองท้องถิ่น ซึ่งมีนางนินนาท ชลิตานนท์ เป็นประธานกมธ.ฯ นั้น ที่เสนอให้ที่ประชุมสปท. พิจารณานั้น มีเนื้อหาสำคัญ คือ 1. ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่....) พ.ศ. ... เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่นต่อการลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น ที่มีหลายขั้นตอนและเข้าใจยาก รวมถึงการออกเข้าชื่อเพื่อถอดถอนฯ ยังให้ถือเกณฑ์จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งขององค์กรปกครองแต่ละแห่ง ซึ่งมีความแตกต่างกัน ขณะที่คะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ถอดถอนฯ ต้องถึงเกณฑ์ร้อยละ 75 ของผู้ที่มาลงคะแนนจึงจะสามารถถอดถอนได้ และต้องปรับปรุงเนื้อหาให้สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับออกเสียงประชามติ ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีบทบัญญัติให้สิทธประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิเข้าชื่อกันเพื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือเพื่อถอดถอนสมาชิกท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งตีความของเจตนารมณ์ดังกล่าวคือให้การใช้สิทธิถอนถอนของประชาชนทำได้ง่าย จึงเสนอให้ปรับปรุงพ.ร.บ.ว่าด้วยการลงคะแนนเสียงเพื่อถอดถอนสมาชิกท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2542 ดังนี้
1.ปรับปรุงสัดส่วนจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเพื่อให้มีการลงคะแนนเสียงถอดถอน โดยจากเดิมที่ให้ใช้เกณฑ์ 4 ระดับ คือ ระดับไม่เกิน 1 แสนคน, ไม่เกิน 5 แสนคน, เกิน 5 แสนคนแต่ไม่ถึง 1 ล้านคน และเกิน 1 ล้านคน ปรับให้ใช้เกณฑ์เพียง 2 ระดับ คือ ระดับไม่เกิน 1 แสน และระดับที่เกิน 1 แสนคน และกำหนดสัดส่วนของผู้มีสิทธิเข้าชื่อถอดถอน ดังนี้ องค์ปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่เกิน 1 แสนคนต้องมีผู้เข้าชื่อฯ ไม่น้อยกว่า 5,000 คน, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกิน 1 แสน ต้องมีผู้เข้าชื่อฯ ไม่น้อยกว่า 20,000 คน ขณะที่เสียงถอดถอน แก้ไขให้ใช้เป็น จำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่มาลงคะแนนเสียง จากเดิมให้ใช้เสียงจำนวนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้มาลงคะแนน ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นมีความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่มากยิ่งขึ้น และได้ตัดหลักเกณฑ์ที่กำหนดให้ต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งจึงจะถือว่าการเข้าชื่อถอดถอนนั้นมีความสมบูรณ์และดำเนินการถอดถอนได้ออกไป
และ 2.ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ.....ได้นำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาปรับปรุงเพื่อให้การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่นมีความง่ายและบังคับใช้ได้จริง รวมถึงเพื่อให้สอดคล้องกับเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับลงประชามติ โดยมีเนื้อหาสำคัญ คือ ปรับลดจำนวนผู้มีสิทธิเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น จากเดิมกำหนดให้เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็น จำนวนไม่น้อยกว่า 5,000 คน และกำหนดด้วยว่าในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ในส่วนการเสนอข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครต้องมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งในกทม. รวมกันไม่น้อยกว่า 10,000 คน ซึ่งปรับลดจากเดิมที่ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 50,000 คน นอกจากนั้นได้ปรับปรุงระยะเวลาการพิจารณาร่างที่ถูกตรวจสอบความถูกต้องแล้วให้ผู้บริหารท้องถิ่นยกร่างข้อบัญญัติท้องถิ่นและเสนอต่อสภาท้องถิ่นโดยเร็ว ซึ่งในข้อเสนอที่ปรับปรุงเห็นว่าควรดำเนินการภายใน 30 วัน





