"อภิสิทธิ์" ประกาศจุดยืนชัด ไม่รับคำถามพ่วงให้ ส.ว. ร่วมเลือก "นากยรัฐมนตรี" เชื่อสร้างความขัดแย้งการเมืองรุนแรง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ระบุให้ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำลังจะเข้าสู่การทำประชามติ ว่า พรรคมีจุดยืน 3 กรณีคือ 1.กระบวนการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่มีการตรากฎหมายขึ้นโดยผ่านความเห็นชอบของสนช.สัปดาห์ที่แล้ว 2.จุดยืนของพรรคต่อคำถามพ่วง และ 3.ร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะมีการทำประชามติ โดยขอเริ่มจากกฎหมายประชามติก่อน เพราะเป็นคนที่เรียกร้องให้มีการทำประชามติ เนื่องจากอยากเห็นรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ประชาชนเจ้าของประเทศมีส่วนร่วม และมีผลพลอยได้ให้รัฐธรรมนูญมีภูมิคุ้มกัน เช่นรัฐธรรมนูญปี 2550 เมื่อมีความพยายามรื้อศาลรัฐธรรมนูญและมีคำวินิจฉัยว่า หากจะรื้อต้องกลับไปสอบถามความเห็นของประชาชนก่อน
ดังนั้นการจัดทำประชามติต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการที่เสรีและเป็นธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำประชามติ แต่การทำกฎหมายประชามติมีความสับสน ในการกำหนดบทบาทของฝ่ายต่างๆ จากการห้ามไม่ให้ประชาชนทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ดังนั้น ข้อห้ามในกระบวนการประชามติต้องเขียนอย่างชัดแจ้ง ซึ่งมีเพียงมาตราเดียว คือ มาตรา 62 ที่ห้ามไม่ให้มีการสื่อสารผิดข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะก้าวร้าว ข่มขู่ ดังนั้นการเผยแพร่ความเห็นอย่างสุจริตต้องทำได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะผู้รักษากฎหมายต้องออกมายืนยันว่า ประชาชนมีสิทธิดำเนินการได้ ไม่เช่นนั้นกระบวนการนี้จะทำให้งบประมาณสูญเปล่า นอกจากนี้ยังมีการเขียนคุ้มครอง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญและเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้เกิดความเข้าใจว่ามีเฉพาะกรธ.และเจ้าหน้าที่รัฐที่จะชี้นำได้จึงอยากให้กกต.แสดงความชัดเจนและให้กระบวนการเป็นไปอย่างเสรีและเป็นธรรมเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับนำไปสู่การเดินหน้าประเทศ
“กกต.ต้องแสดงความกล้าหาญที่จะดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งจะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นด้วยว่า กลไกขององค์กรอิสระที่กำหนดในรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ได้จริง ถ้ากกต.ไม่แสดงความกล้าหาญก็จะยิ่งทำให้คนไม่มั่นใจโครงสร้างการเมืองตามรัฐธรรมนูญใหม่ จึงต้องยืนหยัดทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง มากกว่าคำนึงถึงความต้องการของผู้มีอำนาจ ถ้าทำไม่ได้ระบบที่ออกแบบมาทั้งหมดก็ทำไม่ได้ ซึ่งผู้มีอำนาจก็ต้องปล่อยให้ กกต.ทำงานอย่างอิสระ ไม่แทรกแซงหรือกดดัน และไม่ควรใช้อำนาจมาตรา ๔๔ ปลดบุคลากรในองค์กรอิสระ เว้นแต่มีการทุจริตและไม่สามารถใช้กระบวนการปกติได้ ผมคิดว่าถ้ากระบวนการทำประชามติไม่เสรีและเป็นธรรมจนทำให้เกิดความไม่ยอมรับต่อกระบวนการนี้จะทำให้เกิดความรุนแรงตามมา ซึ่งพรรคจะติดตามการทำหน้าที่ของกกต.ต่อไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงคำถามพ่วงของสนช.ว่า เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษเพราะหากผ่าน จะต้องปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามนั้น การถามว่าสมควรให้วุฒิสภาร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีในระยะเวลา 5 ปีหรือไม่ ซึ่งพรรคไม่เห็นด้วยและไม่รับคำถามนี้ เนื่องจากวุฒิสภาที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาดังกล่าว เป็นวุฒิสภาที่มาจากกระบวนการสรรหา และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้แต่งตั้งในขั้นตอนสุดท้าย การให้วุฒิสภาลงคะแนนเสียง ร่วมกับส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่ากับสามารถลบล้างเจตจำนงประชาชน ที่แสดงออกในการเลือกตั้งได้ ผิดจากหลักการของมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะ การทำเช่นนี้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ มีแต่จะทำให้ความขัดแย้งหรือปัญหาทางการเมืองรุนแรงขึ้น





